แพทย์เตือน!! ผู้ติดสุรา ระวัง “หักดิบ” กระทันหันร่างกายปรับสภาพไม่ทัน

สุราเมื่อวันที่  24 ก.ค.  พญ.พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์ ผู้จัดการแผนงานการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา(ผรส.) และนักจิตแพทย์ กรมสุขภาพจิต กล่าวถึงกรณีข่าวชายวัย60ปี ชาวจังหวัดนครราชสีมา ตัดสินใจหักดิบเพื่อเลิกเหล้าเข้าพรรษา จนเกิดอาการช็อกเสียชีวิต ว่า จากข่าวที่ปรากฎการเสียชีวิตยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามาจากสาเหตุการหยุดดื่มสุรา แต่อาจเกิดจากโรคแทรกซ้อนทางกายและปัญหาสุขภาพอื่นๆ บวกกับสภาพแวดล้อมการดูแลตัวเองด้วย ทั้งนี้จากข้อมูลศูนย์วิจัยปัญหาสุรา พบผู้มีปัญหาจากการดื่มสุราในไทย1.8ล้านราย ในจำนวนนี้ หากต้องการหยุดดื่มสามารถทำได้โดยไม่มีผลกระทบอะไร ขณะที่จำนวนผู้ติดสุรามีกว่า9แสนราย และต่ำกว่า50%หากหยุดดื่มถึงจะมีอาการขาดสุราและในจำนวนนี้มีเพียง2%เท่านั้นที่จะมีอาการขาดสุราในขั้นรุนแรง เช่น คนที่ดื่ม10แก้วต่อวัน ดื่มสุราขาวครึ่งขวดต่อวัน หรือดื่มได้ต่อเนื่องไม่รู้สึกมึนเมาสุราพญ.พันธุ์นภา กล่าวว่า อาการของผู้ที่ติดสุรา หากเข้ารับการบำบัด ช่วง3-5วันแรกอาการจะหนัก แต่เมื่อได้รับยาเพื่อทดแทนการขาดสุรา ยาคลายเครียดและวิตามินบีซึ่งแพทย์จะลดปริมาณลงเรื่อยๆ ประมาณ6-7วันจะดีขึ้น ส่วนผู้ที่ดื่มสุราที่มีอาการลงแดงที่รุนแรง จะเกิดขึ้นภายใน72ชั่วโมงหลังจากหยุดหรือลดปริมาณการดื่ม ถือเป็นอาการฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์ทันที เพราะร่างกายปรับสภาพไม่ทัน มีความเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิต อาการที่พบคือ จะหูแว่ว หลงผิด เกิดอาการชัก สับสนเพ้อคลั่ง สูญเสียความทรงจำระยะสั้น ประสาทหลอนคิดว่าจะมีใครมาทำร้าย อาจรุนแรงถึงขั้นทำร้ายตัวเองและคนอื่นได้ ซึ่งแพทย์ควรตรวจหาโรคที่เกิดจากสุรา เช่น โรคตับ และโรคหัวใจ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าการหยุดดื่มสุราทั้งช่วงเข้าพรรษา หรืองดดื่มทุกเทศกาลเป็นผลดีต่อสุขภาพ และการพบแพทย์เป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งช่วงเข้าพรรษาทุกๆปีจะมีคนเริ่มเข้ารับการบำบัดเพิ่มขึ้น จึงขอให้ผู้ที่จะงดดื่มเอาชนะใจตัวเอง ครอบครัวควรส่งเสริมให้กำลังใจเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากมีปัญหาจากการดื่มสุราสามารถปรึกษาสายด่วน กรมสุขภาพจิต1413หรือโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ

ที่มา>>>ข่าวสด

รู้เท่าทัน “โรคไส้ติ่งอักเสบ” ก่อนสัญญาณอันตรายมาถึง!

พูดถึงเรื่องโรคไส้ติ่งอักเสบ หลายคนอาจจะเคยคุ้นหูกับชื่อโรคชนิดนี้กันมาบ้างแล้ว วันนี้เราขอนำเกร็ดความรู้ดีๆ เกี่ยวกับโรคไส้ติ่งอักเสบมาฝากกันค่ะ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นต้องไปติดตามอ่านพร้อมๆ กันเลย

สาเหตุของการเกิดไส้ติ่งอักเสบ

โรคไส้ติ่งอักเสบเกิดจากการอุดตันของไส้ติ่งจากอุจจาระที่แข็งตัว โดยมีสิ่งแปลกปลอม พยาธิ หรือก้อนเนื้องอก ไปทำให้เกิดการอุดตัน จนเกิดการอักเสบขึ้นมา

รู้เท่าทัน "โรคไส้ติ่งอักเสบ" ก่อนสัญญาณอันตรายมาถึง!

อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ

สำหรับอาการของโรคไส้ติ่งอักเสบโดยส่วนใหญ่นั้นจะมีอาการปวดท้อง แต่ไม่สามารถบอกตำแหน่งที่ปวดได้แบบชัดเจน เนื่องจากบางครั้งอาจปวดรอบสะดือก่อน มีอาการปวดเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักปวดตลอดเวลา หลังจากนั้น อาการปวดจะเริ่มย้ายไปในบริเวณท้องน้อยด้านขวา ซึ่งเวลานี้ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมอยู่ด้วย สำหรับผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่เหมือนดังที่เรากล่าวมาข้างต้น เพราะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไส้ติ่ง เช่น ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดทางด้านขวาบน หรือตรงกลางก็เป็นไปได้ หากปลายของไส้ติ่งยาวไปถึงบริเวณนั้น

รู้เท่าทัน "โรคไส้ติ่งอักเสบ" ก่อนสัญญาณอันตรายมาถึง!
การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ

การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ ไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ก็ตามก็สามารถทำการรักษาได้ด้วยการผ่าตัด สำหรับในผู้ป่วยที่ไส้ติ่งแตก แพทย์จะต้องให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ทั้งนี้หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที ก็อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ไส้ติ่งกลายเป็นฝีในท้อง หรือไส้ติ่งแตกมีหนองออกมาภายในช่องท้อง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

รู้เท่าทัน "โรคไส้ติ่งอักเสบ" ก่อนสัญญาณอันตรายมาถึง!
ข้อควรรู้! เกี่ยวกับโรคไส้ติ่งอักเสบ

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องเริ่มแรก แต่ไม่รู้ถึงสาเหตุของอาการปวดที่แสดงออกมา ไม่ควรทานยาแก้ปวดเข้าไป แต่แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรคเสียก่อน เพราะหากผู้ป่วยกินยาแก้ปวดเข้าไป จะทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากยาแก้ปวดที่ผู้ป่วยทานเข้าไปนั้นจะไปบดบังอาการของโรค โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ป่วยปวดท้องมากติดต่อกันนานเป็นเวลามากกว่า 6 ชั่วโมง ญาติหรือคนรอบข้างผู้ป่วยควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์แต่โดยเร็ว เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้ามีอาการปวดดังกล่าวแล้วไม่ได้เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ ก็มักเป็นอาการร้ายแรงของโรคอื่นๆ อยู่เสมอ

การรู้ทันโรคไส้ติ่งอักเสบ นอกจากจะช่วยให้คุณรอดพ้นจากอาการปวดและทรมานของโรคแล้ว ยังช่วยให้คุณรู้ถึงวิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้องในกรณีที่มีอาการปวดท้องที่สงสัยว่าน่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ รวมทั้งวิธีการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียตามมาทีหลังอีกด้วย

ที่มา>>>Sanook

กินยาคุมแล้ว ทำไมยังท้องได้?

กินยาคุมแล้ว ทำไมยังท้องได้?

ยาคุม” ตัวช่วยสำหรับการวางแผนครอบครัวของใครหลายๆ คนที่ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร คู่รักหลายคู่เลือกใช้วิธีนี้เพราะเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ฝ่ายชายจะสามารถหลั่งใน หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัยได้ แต่จริงๆ แล้วหากฝ่ายหญิงทานยาคุมไม่ถูกวิธี โอกาสในการตั้งครรภ์ก็ยังมีเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้หลายคู่ประสบปัญหา “กินยาคุมแล้ว ยังท้องได้” ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นเมื่อเลือกทานยาคุมมีอะไรบ้าง Sanook! Health นำข้อมูลจาก อย. หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มาฝากกันค่ะ

brithcontrolpills

กินยาคุมแล้ว ทำไมยังท้องได้?

สาเหตุหลักที่บางคนรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแล้ว แต่กลับตั้งครรภ์ เนื่องจาก………

1. ลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ยิ่งหากลืมรับประทานในเม็ดที่มีฮอร์โมนอยู่แล้ว อาจทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเหวี่ยงหรือไม่สม่ำเสมอได้

2. รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดไม่ตรงเวลา ปกติให้รับประทานยาเวลาเดียวกันทุกวัน โดยแนะนำให้รับประทานช่วงก่อนนอนเพื่อลดผลข้างเคียง หากทานไม่ตรงเวลาอาจทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเหวี่ยงได้เช่นกัน

3. รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะ จะไปลดการดูดซึมของยาเม็ดคุมกำเนิด (บางชนิด) หากรับประทานร่วมกัน จะทำให้ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดลดลงและอาจทำให้ท้องได้

4. รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาวัณโรคบางตัว หากรับประทานร่วมกันจะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยาเม็ดคุมกำเนิดลดลง อาจทำให้ท้องได้

5. ยาเม็ดคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพไม่ถึง 100% ดังนั้นหากมีเพศสัมพันธ์และหลั่งใน โอกาสที่พลาดท้องก็มีได้ ถึงมีน้อยก็ใช่ว่าไม่มีเลย

*วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือ รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดพร้อมกับป้องกันด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใส่ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย เป็นต้น

____________________

ขอบคุณเนื้อหาจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ที่มา>>>Sanook

อย่าทำร้ายผิวด้วย 9 สิ่งนี้

อย่าทำร้ายผิวด้วย 9 สิ่งนี้ไม่มีใครอยากทำร้ายผิวหรอก ใครๆ ก็อยากให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสด้วยกันทั้งนั้น แต่ทราบหรือไม่ว่า พูดง่ายกว่าทำเยอะ การจะทำให้ผิวใส ไร้ริ้วรอยได้นั้น เราต้องหยุดพฤติกรรมทำร้ายผิวให้ได้เสียก่อน หากสามารถหยุด 9 สิ่งต่อไปนี้ได้ เชื่อว่า ผิวสวย ผิวใส ไม่ไกลเกินเอื้อม…

 

1. ผลัดเซลผิวบ่อยเกินไป การทำอะไรมากเกินไป ก็ไม่ใช่เรื่องดี แม้ว่า การใช้สครับขัดหน้าจะทำให้ผิวของเราสะอาดสดใสชื้น แต่ถ้าหากว่าบ่อยเกินไป ผิวก็จะสูญเสียน้ำมัน จนทำให้ผิวแห้ง และหมองคล้ำ หากต้องการจะขัด หรือผลัดเซลผิว แนะนำว่า ไม่ควรทำมากเกินกว่าสัปดาห์ละครั้ง

2. เข้านอนทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ล้างหน้า เรื่องนี้ สาวๆ คงจะบอกว่า ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละ แต่ก็มีบ่อยครั้ง ที่เรารู้แต่ไม่ปฏิบัติ ใบหน้าของเราเปื้อนเครื่องสำอางค์ และสิ่งสกปรกต่างๆ มาตลอดทั้งวัน พอตกดึกยังมีงานเลี้ยงสังสรรค์ต่อ กว่าจะกลับถึงบ้านก็หมดแรงแทบจะต้องคลานขึ้นเตียงนอนกันแล้ว จะเอาแรงที่ไหนมาล้างหน้า แต่เชี่อเถอะ สิ่งนี้เราละเลยไม่ได้ เจียดเวลาอีกสักนิด ไปล้างหน้าให้หมดจดก่อน ไม่เช่นนั้น คืนนี้ ใบหน้าของเราจะต้องเจอกับฝูงแบคทีเรีย และความสกปรกนานาชนิด ซึ่งมันอาจจะทำให้เกิดปัญหาสิวอุดตันตามมาได้

3. บีบสิว แน่นอนว่า เมื่อมีสิวเม็ดใหญ่ปรากฏขึ้น ใครๆ ก็ต้องกำจัดมัน แต่ให้จำไว้ว่า อย่าใช้มือของเราลงไปจัดการเป็นอันขาด การบีบสิวนั้น เป็นการบีบกดให้แบคทีเรีย เข้าไปในผิวหนังของเราลึกมากขึ้น และมันก็จะทำให้เป็นสิวมากขึ้น ทางทีดี ให้ใช้ครีมแต้มสิว จำพวก Salicylic –acid ช่วย หรืออาจจะพบแพทย์ผิวหนังเพื่อรักษา หรือขอคำแนะนำก็ได้

4. บริโภคน้ำตาลมากเกินไป ยิ่งรับประทานน้ำตาลมากเท่าไหร่ คอลลาเจน ในผิวก็ถูกทำลายมากขึ้นเท่านั้น และนั่น จะทำให้เราดูแก่กว่าวัย หากต้องการรับประทานของหวาน ก็ให้เลือกน้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น เลือกรับประทานผลไม้รสหวาน ดีกว่ารับประทานไอศครีม

5. อาบน้ำ ล้างหน้าด้วยน้ำร้อนจัด จริงอยู่ว่าการอาบน้ำร้อน ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย แต่การอาบน้ำร้อนจัดๆ ก็ทำลายชั้นผิวหนังของเราได้เช่นกัน น้ำร้อน ทำให้ผิวหนังแห้งเป็นเกล็ด ดังนั้น ถ้าจะอาบน้ำร้อน ก็ระวังอย่าให้ร้อนจนตัวแดง และควรใช้ครีมอาบน้ำที่ผสมมอยเจอร์ไรเซอร์ แทนสบู่ก้อน เพราะสบู่ก้อนจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้นไปอีก

6. นอนหลักพักผ่อนให้เพียงพอ ผิวจะซ่อมแซมตัวเอง ในขณะที่เรานอนหลับเวลากลางคืน หากนอนน้อย นอนไม่พอ นั่นก็หมายถึงว่า ผิวไม่มีเวลาพอที่จะซ่อมแซมตัวเองด้วย และนั่นก็จะนำมาซึ่งริ้วรอย การสูญเสียความยืดหยุ่น และผิวหมองคล้ำ

7. ไม่ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ ถการพูดโทรศัพท์นานๆ ก็ทำให้เป็นสิวบริเวณแก้ม และขากรรไกรได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกัน เราควรทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือของเราบ่อยๆ อาจจะใช้แผ่นทำความสะอาดประเภทแอนตี้ แบคทีเรีย เช็ดโทรศัพท์มือถือบ่อยๆ หรืออาจจะใช้หูฟัง และไมโครโฟน เมื่อต้องพูดโทรศัพท์เป็นเวลานาน

8. ไม่ทำความสะอาดแว่นตา โดยเฉพาะบริเวณแป้นจมูก และกรอบแว่น ไม่ว่าจะเป็นแว่นสายตา หรือแว่นกันแดด หากไม่ได้รับการทำความสะอาด ก็อาจเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้เช่นกัน

9. การไม่สวมแว่น ทั้งๆ ที่จำเป็นต้องสวม หลายคน ไม่ชอบสวมแว่น หรือคอนแทคเลนซ์ ทั้งๆ ที่จำเป็นต้องสวม เพราะมีปัญหาสายตา คำแนะนำคือ ถ้าจำเป็นต้องสวมก็ให้สวม อย่าไปฝืน เพราะการฝืนใช้สายตา นำไปสู่การเกิดริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาได้ เราจึงควรป้องกันเอาไว้ก่อน เลือกแว่นน่ารักๆ มาใส่ สักอันก็ ไม่เห็นจะทำให้ความสวยลดน้อยลงเลยนี่นา

ที่มา>>>Sanook

นาทีนี้ต้องจัด! ส่อง 5 อาหารต้านแดด เซฟผิวสวยปิ๊งยกกำลังสาม!

นับวันจะยิ่งเพลียร่างเข้าไปทุกที ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะแดดร้อนๆ แรงเว่อร์ของประเทศไทยเรานี่ไง ยิ่งเฉพาะตอนกลางวันร่างกายแผดเผาเหมือนจะละลายซะให้ได้ วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ เลยได้จัด 5 ตัวช่วยอาหารต้านแดดมาให้สาวๆ ได้ลองกัน งานนี้เราได้ลองมากับตัวเอง และเห็นผลลัพธ์ที่เวิร์คสุดๆ ย้ำว่าสาวรักผิวสวยกระจ่างใสห้ามพลาดเลยล่ะ!

1. ชาเขียวหอมกรุ่น
ถ้าคุณโบกครีมกันแดดก็แล้ว กางร่มก็แล้ว หรือสวมเสื้อปกปิดก็แล้วยังเอาไม่อยู่ เราแนะนำให้คุณลองดื่มชาเขียวหอมๆ สักถ้วย อาจเป็นชาเขียวอุ่นๆ หรือแบบใส่น้ำแข็งเย็นชื่นใจก็ได้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย ไม่รู้สึกกระหายน้ำจากการเสียเหงื่อ ทว่ามันยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ Epigallocatechin-3-gallate หรือที่เรียกว่า อี จี ซี จี (EGCG) มีคุณสมบัติช่วยขจัดสารพิษที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง หรือป้องกันเซลล์ที่จะพัฒนาไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ด้วย

อย่างไรก็ดี คุณต้องแน่ใจว่าชาเขียวที่คุณดื่มนั้นไม่มีกาแฟอีนผสมนะ เพราะกาเฟอีนเป็นตัวทำให้ร่างกายขาดน้ำ-ให้คุณรู้สึกกระหายน้ำ และเมื่อร่างกายต้องการน้ำ สมองจะสั่งให้ดึงของเหลวออกจากผิวที่เป็นเหมือนหม้อกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ส่งผลให้ผิวสวยๆ ของคุณขาดความชุ่มชื้นตามมา ซึ่งนั่นเป็นอะไรที่ไม่โอเคแน่ๆ‘ชาเขียว’ แบบใส่น้ำแข็งก็เย็นชื่นใจ เหมาะกับหน้าร้อนดีนะ

2. แครอต บำรุงผิวสวย
คุณรู้ไหมว่า นอกจากมันจะเป็นอาหารของกระต่ายแล้ว มันยังช่วยปกป้องผิวสวยจากแสงแดดโดยการสะท้อนรังสียูวีออกไปด้วย ซึ่งจากผลการศึกษาในประเทศเกาหลี พบว่าผู้หญิงสุขภาพดี 30 คน ที่ได้รับเบต้าแคโรทีนประมาณ 30 มิลลิกรัมต่อวัน (แครอตประมาณ 6 หัว) นาน 3 เดือน เซลล์ผิวจะได้รับการปกป้อง และซ่อมแซมเมื่อเผชิญกับรังสียูวีแรงๆ ไม่ว่าจะเป็นผิวเสียหมองคล้ำ ฝ้า หรือจุดด่างดำต่างๆ ก็เอาอยู่ ยังไงซะซัมเมอร์นี้ลองหยิบมาทานเล่นๆ ก็เป็นไอเดียที่เวิร์คไม่เบานะ!แครอต

3. ดาร์กช็อกโกแลต
ใครที่คิดว่ามันเป็นขนมที่ให้แต่ความอ้วน อ้วน แล้วก็อ้วน เราบอกได้เลยว่าคุณคิดผิดแล้วล่ะ! เพราะจริงๆ แล้วผลิตภัณฑ์ที่มีโกโก้เป็นส่วนผสมมากกว่า 65% อย่างดาร์กช็อกโกแลต (หรือขนมหวานจากโกโก้เข้มข้นก็ยังได้) จะมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่เรียกว่า ‘ฟลาโวนอยด์’ ทำหน้าที่ช่วยเป็นเกราะป้องกันรังสียูวีจากแสงแดดได้ แม้ว่าจะโดนแดดแรงๆ ขนาดไหนก็ไม่ทำให้ผิวคล้ำเสียหมดเสน่ห์ ไม่เชื่อพรุ่งนี้คุณลองท้าสู้แดดด้วย ‘ดาร์กช็อกโกแลต’ ดูสิดาร์กช็อกโกแลต

4. แตงโม ชุ่มฉ่ำคลายร้อน
อากาศร้อนๆ เดี๋ยวจะแย่ไปกันใหญ่ถ้าไม่ได้รับการบำรุงผิวที่เพียงพอ นี่เลยอีกหนึ่งตัวช่วยขอนำเสนอ ผลไม้สีแดงชุ่มฉ่ำน้ำที่อุดมไปด้วยสารไลโคปีน มีคุณสมบัติช่วยเซฟผิวสวยๆ ปกป้องไม่ให้ผิวไหม้แสบแดง และเกิดกระดำ-กระด่างจากแสงแดด ที่สำคัญยังช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวแลดูน่าสัมผัสมากขึ้น ซึ่งถ้าคุณเบื่อที่จะกินแตงโมแบบเดิมๆ ลองเปลี่ยนมาเป็นเมนูสลัดมิกซ์ส่วนผสมง่ายๆ อย่าง เฟต้าชีสขูด ใบสะระแหน่ และน้ำมันมะกอก เติมเกลือนิด และพริกไทยหน่อยเพิ่มรสชาติเบาๆ ก็เก๋ไปอีกแบบนะ ว่าแล้วก็เริ่มเลยละกัน!แตงโม ผลไม้สีแดงชุ่มฉ่ำน้ำ

5. มะเขือเทศลูกเล็กๆ แต่โพเท็กซ์ผิวสุดยอด
สุดท้ายสารกันแดดจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศสดๆ หรือผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศล้วนมีสารไลโคปีน และแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยต่อต้านเอฟเฟกต์จากรังสียูวีได้ในระยะยาว อีกทั้งผลการศึกษาในวารสาร British Dermatology ยังพบว่า ผู้หญิงสุขภาพดีอายุระหว่าง 21-47 ปี จำนวน 20 คน ที่กินซอสมะเขือเทศเข้มข้นในน้ำมันมะกอกทุกวัน วันละ 4 ช้อนโต๊ะ เป็นเวลา 3 เดือน จะมีผิวที่ได้รับการปกป้อง (จากแสงแดด) มากกว่าคนที่กินแต่น้ำมันมะกอกอย่างเดียวถึง 10 เท่า ฉะนั้นหากคุณกลัวเวลาออกแดดนานๆ แล้วจะเกิดฝ้า กระ หรือผิวหมองคล้ำไม่เป็นธรรมชาติ เราย้ำว่า ‘ห้าม’ มองข้ามชอยส์มะเขือเทศเป็นอันขาด!มะเขือเทศ สารกันแดดจากธรรมชาติ

ที่มา>>>Thairath

รู้ทัน 7 พฤติกรรมเสี่ยง ‘ภูมิคุ้มกันต่ำ’ ก่อนร้ายแรงถึงขั้นโรคมะเร็ง

ภาพประกอบข่าว1เมื่อคนเราได้รับสิ่งใดเข้าร่างกายไม่ว่าจะกินหรือหายใจ แล้วเกิดอาการผิดปกติขึ้น เป็นเพราะว่าร่างกายไม่สามารถเข้ากับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในร่างกายได้ เพื่อดูแลไม่ให้ตัวเองเจ็บป่วยง่าย นพ.ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ และเวชศาสตร์ชะลอวัยโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท มีคำแนะนำดีๆ มาฝาก

นพ.ไพศิษฐ์ กล่าวว่า ปกติแล้วคนเราจะมีภูมิคุ้มกันอยู่ในร่างกาย คอยทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้เชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย แต่ในปัจจุบันด้วยลักษณะสภาพอากาศที่ผันผวน ร้อนจัด ฝนตกหนัก บางครั้งทำให้คนเราเกิดสภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เห็นได้จากบางคนมีอาการคัดจมูกทุกๆ เช้าหลังตื่นนอน หรือบางคนคัดจมูกจนถึงขั้นจามไม่หยุด เมื่ออากาศชื้นหรือเย็นขึ้น ล้วนเป็นอาการเบื้องต้นของ “ภูมิคุ้มกันต่ำ” ซึ่งหากปล่อยให้ลุกลามไปมากอาจเกิดอาการหวัดเรื้อรัง หรือร้ายแรงถึงขั้นโรคมะเร็ง ซึ่งเราสามารถดูแลตัวเองให้มีระบบภูมิคุ้มกันอย่างปกติได้ด้วย 7 ปัจจัยเบื้องต้นง่ายๆ ดังนี้

e_fpqruvw123591.ความเครียดสะสม ที่ก่อตัวระยะยาว ทั้งเครียดเรื่องงาน ครอบครัว รถติด ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเกือบทั้งหมดลดลง เช่น ลดประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวในการกำจัดเชื้อโรคสิ่งแปลกปลอม เม็ดเลือดขาวถูกสร้างลดลง เราต้องรู้จักปล่อยวาง ฝึกสวดมนต์ ทำสมาธิ ฝึกจิตใจให้ผ่อนคลาย012.โภชนาการที่ไม่ดี ติดนิสัยกินหวานมากเกินไป ชอบกินอาหารแปรรูป อาหารที่เสี่ยงเจือปนโลหะหนักและยาฆ่าแมลง ควรเลือกอาหารที่ดีต่อระบบภูมิคุ้มกัน ได้แก่ โปรตีนจากไข่ขาว ปลา กระเทียม หัวหอม ผักผลไม้สีส้มเหลือง ผักใบเขียว ธัญพืช รวมถึงสมุนไพรไทยพลูคาว ได้รับการวิจัยว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระและกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน สามารถใช้ได้กับบุคคลทั่วไปและกลุ่มผู้มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง

วิตามินซี-ช่วยอะไร13.ขาดวิตามินดี เป็นวิตามินสำคัญที่มีบทบาทในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายคนเรา จัดเป็นปัญหาหลักของคนเมือง แม้ในประเทศเขตร้อนที่มีแสงแดดธรรมชาติเพียงพอ แต่กิจกรรมส่วนใหญ่ของคนเมืองอยู่แต่ในตัวอาคาร แนะนำตรวจเช็กระดับวิตามินดีและรับประทานเสริม ภายใต้การดูแลของแพทย์Peaceful-Sleeping5.นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ การทำงานของระบบประสาทและระบบภูมิคุ้มกันทำงานเชื่อมโยงสื่อสารซึ่งกันและกัน เมื่อพักผ่อนน้อยทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ลดลง และเพิ่มการอักเสบเรื้อรังในร่างกาย ควรนอนวันละ 6-8 ชั่วโมง

9c629b5814e98e92654194c3925d83046.ออกกำลังกายไม่เหมาะสม การไม่ออกกำลังกายเลย หรือออกกำลังกายหนักหน่วงเกินไปส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ ควรเดินทางสายกลาง การออกกำลังกายที่สม่ำเสมอช่วยเพิ่มการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ให้ได้อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์

Woman Being Pampered

7.บุหรี่และแอลกอฮอล์ เพราะสารในบุหรี่และแอลกอฮอล์จะเพิ่มการอักเสบเรื้อรังกับร่างกาย ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานลดลง

ที่มา>>>มติชน

รู้หรือไม่ “กรดอะมิโนจำเป็น” จำเป็นกว่าที่คิด

เมื่อพูดถึง “กรดอะมิโน” หลายคนอาจไม่รู้จัก ส่วนใหญ่จะรู้จักโปรตีนซึ่งเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อร่างกายในเรื่องของการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทั้งที่ความจริงแล้ว กรดอะมิโน ก็คือ โปรตีนที่ถูกย่อยให้มีขนาดเล็กที่สุด เพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้งานได้ โดยร่างกายจะดึงกรดอะมิโนมาสร้างเนื้อเยื่อ ฮอร์โมน หรือเอนไซม์ ขึ้นอยู่กับความต้องการของร่างกายแต่ละคน

กรดอะมิโน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ “กรดอะมิโนจำเป็น” มี 8 ชนิด ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเท่านั้น และ “กรดอะมิโนไม่จำเป็น” มี 12 ชนิด ร่างกายสามารถสร้างขึ้นเองได้ หากได้รับกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ

ผศ.ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ร่างกายของเราต้องการกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 8 ชนิด เพราะแต่ละชนิดมีหน้าที่แตกต่างกัน บางชนิดถ้ารวมกลุ่มกับชนิดอื่นจะยิ่งทำหน้าที่ได้ดีกว่าเดิม เช่น ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ลิวซีน (Leucine) วาลีน (Valine) เป็นต้น โดยแต่ละคนมีความต้องการปริมาณของกรดอะมิโนมากน้อยไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอายุและร่างกายว่ากำลังจะสร้างอะไร ยกตัวอย่างคนที่เป็นโรคไต ซึ่งจะถูกจำกัดการบริโภคโปรตีน ทำให้ต้องได้รับกรดอะมิโนจำเป็นบางชนิดมากกว่าคนอื่น”

เมื่อกรดอะมิโนจำเป็นมีบทบาทสำคัญต่อร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเราจึงควรรับประทานอาหารที่มีกรดอะมิโนจำเป็นเป็นประจำทุกวัน ที่สำคัญเราควรเลือกรับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย เนื่องจากอาหารแต่ละอย่างมีกรดอะมิโนจำเป็นแต่ละชนิดมากน้อยแตกต่างกัน อาทิ ข้าวมีไลซีน (Lysine) ต่ำ งามีเมไธโอนีน (Methionine) สูง เป็นต้นเราสามารถได้รับกรดอะมิโนจำเป็นจากอาหารที่มีโปรตีนสูง เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว โดยเฉพาะถั่วเหลืองที่มีกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วนทั้ง 8 ชนิด และมีในปริมาณสูงเมื่อเทียบกับถั่วชนิดอื่น นอกจากนี้ยังมีไขมันไม่อิ่มตัวซึ่งช่วยในการลดคอเลสเทอรอลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม หากจะรับประทานถั่วเหลืองจากเมล็ดเป็นประจำทุกวันคงไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นเครื่องดื่มในรูป “นมถั่วเหลือง” ที่ผลิตจากถั่วเหลืองคุณภาพดี ผ่านกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัยที่สามารถคงคุณค่าของกรดอะมิโนจำเป็นทั้ง 8 ชนิด จึงเป็นทางเลือกที่ใกล้ตัว สะดวก ประหยัด เหมาะสำหรับผู้รับประทานมังสวิรัติซึ่งไม่สามารถได้รับกรดอะมิโนจากเนื้อสัตว์ได้ และยังตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่และผู้ที่รักสุขภาพได้เป็นอย่างดี

กรดอะมิโนจำเป็น 8 ชนิด

ไอโซลิวซีน (Isoleucine) ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตและการทำงานของระบบประสาท ช่วยพัฒนาการเรียนรู้

ลิวซีน (Leucine) กระตุ้นการทำงานสมอง เพิ่มพลังให้กล้ามเนื้อ เซลล์ประสาทแข็งแรง

ไลซีน (Lysine) ซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอ เป็นสารตั้งต้นของแอลคาร์นิทีนที่ช่วยเผาผลาญไขมัน ช่วยให้มีสมาธิ และดูดซึมแคลเซียม จึงช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน

เมไธโอนีน (Methionine) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย และช่วยย่อยสลายไขมัน

ฟีนีลอะลานีน (Phenylalanine) เพิ่มความตื่นตัวทำให้รู้สึกกระฉับกระเฉง เสริมความจำ บรรเทาอาการซึมเศร้า และลดความอยากอาหาร

ทรีโอนีน (Threonine) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ช่วยเผาผลาญไขมัน มีประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหาร และการดูดซึมสารอาหารต่างๆ ในร่างกาย

ทริปโตแฟน (Tryptophan) ลดความเครียดและภาวะซึมเศร้า บรรเทาอาการไมเกรน ช่วยส่งเสริมการนอนหลับอย่างเป็นธรรมชาติ

วาลีน (Valine) ช่วยกระตุ้นสมรรถนะของสมองและการประสานงานกันของกล้ามเนื้อ

ที่มา>>>Thairath

เปิดภาพอบอุ่นใจ สุนัขแสนรู้ติดตามคนกวาดถนนไม่ห่าง ช่วยเจ้านายเก็บขยะ

 * เปิดภาพอบอุ่นใจ สุนัขแสนรู้ติดตามคนกวาดถนนไม่ห่าง ช่วยเจ้านายเก็บขยะ *

สุนัขแสนรู้

เปิดภาพอบอุ่นใจ สุนัขโกลเด้นรีทรีฟเวอร์แสนรู้ เดินตามเจ้าของที่เป็นคนกวาดถนนไม่ห่าง แถมยังช่วยทำงานอีกด้วยนะ ทำเอาคนที่เห็นอดยิ้มไม่ได้

เรียกว่าเป็นภาพอบอุ่นใจที่ถูกแชร์ต่อในสื่อออนไลน์ของจีนในขณะนี้ทีเดียว สำหรับภาพของสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์แสนน่ารัก ที่คอยเดินตามเจ้าของซึ่งเป็นคนกวาดถนนอยู่ไม่ห่าง แถมยังช่วยงานด้วยการคาบขยะและขวดน้ำบนถนน มาให้เจ้าของเก็บทิ้งอีกด้วย

โดยจากรายงานของไชน่านิวส์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2559 เปิดเผยว่า เจ้าสุนัขแสนรู้ตัวนี้มีชื่อว่า เจียวเม่ย อายุ 4 ขวบ มันกลายมาเป็นดาวเด่นของถนนอวี้ซา ในนครเฉิงตู ประเทศจีน หลังจากที่คอยติดตามมาช่วยงานเจ้าของในทุก ๆ วัน อีกทั้งความน่ารักสดใสของมัน ก็ยังช่วยสร้างความสุขและเรียกรอยยิ้มแก่ผู้คนที่พบเห็นได้อีกด้วย

อ่านเพิ่มเติม เปิดภาพอบอุ่นใจ สุนัขแสนรู้ติดตามคนกวาดถนนไม่ห่าง ช่วยเจ้านายเก็บขยะ

หอเอนแห่งไชน่า เจดีย์โบราณ 600 ปีที่จีนเอียงกระเท่เร่ ห่างจุดเดิมเกือบ 2 เมตร

 * หอเอนแห่งไชน่า เจดีย์โบราณ 600 ปีที่จีนเอียงกระเท่เร่ ห่างจุดเดิมเกือบ 2 เมตร *

หอเอนแห่งไชน่า

จู่ ๆ จีนก็มี หอเอนแห่งไชน่า ที่ไม่ได้เลียนแบบฝรั่งเศสแต่อย่างใด ทางการจีนเตือนให้ประชาชนระมัดระวังอันตราย ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากเจดีย์โบราณสูง 13 ชั้นพังถล่มลงมา หลังพบว่ามันเกิดอาการเอียงกระเท่เร่ไปจากจุดเดิมมากเกือบ 2 เมตร

วันที่ 10 มีนาคม 2559 เว็บไซต์ GBTimes เปิดเผยว่า สำนักงานการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของเมืองเฟิ่นหยาง มณฑลส่านซี ประเทศจีน ได้แถลงให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเพิ่มความระมัดระวัง ในการเยี่ยมชมเจดีย์โบราณอายุ 600 ปี ที่เพิ่งตรวจสอบพบว่า มีการทรุดตัวของอาคาร จนทำให้เกิดอาการเอียงไปทางทิศตะวันออกเป็นระยะทาง 1.82 เมตร

ด้านสำนักโบราณคดีของประเทศจีน ได้ลงตรวจสอบพื้นที่ดังกล่าวก่อนเริ่มโครงการซ่อมบำรุงและเสริมกำลังฉุกเฉินให้ตัวอาคาร เพื่อให้มันยังคงสภาพเดิมและไม่ล้มลงมาในเร็ว ๆ นี้

อนึ่ง เจดีย์โบราณแห่งนี้ สูงราว 85 เมตร มีทั้งหมด 13 ชั้นด้วยกัน สันนิษฐานว่ามันน่าจะถูกสร้างขึ้นในระหว่างสมัยปลายราชวงศ์ชิง จนถึงยุคต้นราชวงศ์หมิง รวมอายุมากกว่า 600 ปี ภายในตกแต่งด้วยรูปปั้นโบราณสีทองงดงาม

ภาพจาก baike, hk.plm, macaodaily, sina, sohu

ชายเจอเมียตบฉาดเข้าให้ จำไว้ทีหลังอย่าบังอาจเล่นกีตาร์-ร้องเพลงถึงแฟนเก่า !

 * ชายเจอเมียตบฉาดเข้าให้ จำไว้ทีหลังอย่าบังอาจเล่นกีตาร์-ร้องเพลงถึงแฟนเก่า ! *

ดีดกีตาร์ถึงแฟนเก่า

ชายอัดคลิปเล่นกีตาร์-ร้องเพลงเนื้อหาพร่ำเพ้อถึงแฟนเก่า เมียเห็นเข้า ซัดซะเก้าอี้หงาย พร้อมลั่นวาจาศักดิ์สิทธิ์ “จำไว้อย่าริพูดถึงผู้หญิงหน้าไหนอีก”

งานเข้าแบบเต็ม ๆ ชนิดที่เรียกว่าไม่มีโอกาสให้ได้ตั้งตัวกันเลยทีเดียวสำหรับชายรายนี้ ก็เพราะว่าอยู่ดีไม่ว่าดี ดันไปแอบหยิบกีตาร์มาอัดคลิปร้องเพลงพร่ำเพ้อถึงคนรักเก่าที่ด้านนอกร้านอาหาร ทั้ง ๆ ที่ภรรยาตัวเองก็อยู่ไม่ไกลเลย และสุดท้ายภรรยาก็ได้ยินเข้าจนได้ งานนี้เลยไม่รอด

โดยเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2559 เว็บไซต์มิเรอร์ ได้นำคลิปเหตุการณ์หนึ่งซึ่งคาดว่าเกิดขึ้นในประเทศบราซิล มาเผยแพร่ให้ได้ชมกัน จากคลิปเผยภาพขณะที่ชายรายนี้กำลังเล่นกีตาร์และร้องเพลงอยู่เพลิน ๆ ภรรยาก็เดินดุ่มเข้ามาถึงตัว และไม่มีรีรอใด ๆ ตบฉาดเข้าให้กลางกบาล ฟาดรัวผัวะ ๆ ๆ ไม่ยั้ง ก่อนจะลั่นวาจาว่า “ฟังฉันนะ ห้ามพูดถึงผู้หญิงหน้าไหนถ้าฉันอยู่ที่นี่” จากนั้นก็ผลักร่างสามีจนเก้าอี้หงายไปหลังพร้อมเข้าจิกหัวระบายความโมโห

อ่านเพิ่มเติม ชายเจอเมียตบฉาดเข้าให้ จำไว้ทีหลังอย่าบังอาจเล่นกีตาร์-ร้องเพลงถึงแฟนเก่า !