ตายเพิ่มอีก 10 ตัว “หัด” สุนัขที่ปาย คาดยังมีตายต่อเนื่องอีก

ขจัดไข้หัดสุนัข! ปศุสัตว์แม่ฮ่องสอนเร่งฉีดวัคซีนให้สุนัข 400 ตัวใน 6 หมู่บ้านอำเภอปาย ป้องกันไข้หัดสุนัขหลังระบาดหนักในพื้นที่ สุนัขล้มตายไปแล้วหลายสิบตัว ร่วมกับผู้นำชุมชน สาธารณสุข ลงพื้นที่เร่งฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อไวรัสป้องกันการระบาดของโรค ผญบ.แม่เย็น เผยล่าสุดยังคงพบสุนัขล้มตายเพิ่มอีกกว่า 10 ตัว คาดยังมีตายต่อเนื่องอีก

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 9 ต.ค. นายเทวัญ รัตนะ ปศุสัตว์จังหวัดแม่ฮ่องสอนสั่งการให้นายรวิกร สาคำ ปศุสัตว์อำเภอปาย พร้อมด้วยทีมสัตวแพทย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ลงพื้นที่บ้านแม่เย็น ต.แม่ฮี้ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีนายสมบูรณ์ พรหมรังสี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่ฮี้, นายเฉลิมชัย จารุมณี สาธารณสุขอำเภอปาย, นางจุไรรัตน์ จันทร์พรมมิน ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่เย็น และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน, อสม.บ้านแม่เย็น ฉีดยารักษาสุนัขภายในหมู่บ้านแม่เย็น โดยเบื้องต้นรักษาและฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อโรคที่วัดแม่เย็นก่อน จากนั้นแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่ออกเป็น 2 ทีม รักษาอาการป่วยของสุนัข และฉีดยาฆ่าเชื้อโรคในหมู่บ้านแม่เย็นทั้งหมด โดยมีสุนัขหลงเหลือเข้ารับการรักษาประมาณ 60 ตัวs__53379082นายรวิกร สาคำ ปศุสัตว์อำเภอปาย เปิดเผยว่า การรักษาสุนัขต้องให้ยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ วิตามิน และวัคซีนรวม (ลำไส้อักเสบ ไข้หัดสุนัข เลปโตสไปไรซิต ตับอักเสบ) จำนวน 400 โดส โดยรักษาสุนัขทั้งหมด 400 ตัว ในตำบลแม่ฮี้ทั้งหมด

ปศุสัตว์อำเภอปาย กล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ช่วยเหลือสุนัขที่เป็นโรคระบาดได้รับการสนับสนุนและช่วยเหลือจาก อบต.แม่ฮี้ อ.ปาย, โครงการแบ่งปันเพื่อเพื่อนสี่ขาเมืองปาย ซึ่งเป็นองค์กรเอกชน และเจ้าของสุนัข รวมไปถึงชาวอำเภอปาย จัดสรรงบประมาณ และบริจาคเงิน จัดซื้อวัคซีนป้องกันไข้หัดในสุนัข ซึ่งทางปศุสัตว์อำเภอปายจะติดต่อซื้อวัคซีนในราคาพิเศษกว่าท้องตลาด เบื้องต้นจะจัดซื้อวัคซีน 400 โดส รักษาสุนัขใน 6 หมู่บ้านของตำบลแม่ฮี้ คาดว่ามีสุนัข 400 ตัว โดยการฉีดวัคซีนจะเริ่มวันที่ 10 ต.ค.เป็นต้นไปs__53379083นางจุไรรัตน์ จันทร์พรมมิน ผู้ใหญ่บ้านบ้านแม่เย็น เผยว่า วันนี้ยังคงมีสุนัขล้มตายอีกกว่า 10 ตัวที่ตรวจพบ และคาดว่ายังมีอีกจำนวนหนึ่งที่ตายซึ่งไม่สามารถตรวจสอบได้อย่างแน่นอน สาเหตุเนื่องจากสุนัขส่วนหนึ่งที่มีอาการป่วยได้หนีออกจากบ้านเจ้าของ ขณะนี้อยู่ระหว่างการแจ้งไปยังผู้นำชุมชนทุกหมู่บ้านให้สำรวจจำนวนสุนัขที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่เพื่อนำไปฉีดวัคซีนป้องกันไข้หัดที่กำลังระบาด

ที่มา>>>ข่าวสด

รู้เท่าทัน “โรคไส้ติ่งอักเสบ” ก่อนสัญญาณอันตรายมาถึง!

พูดถึงเรื่องโรคไส้ติ่งอักเสบ หลายคนอาจจะเคยคุ้นหูกับชื่อโรคชนิดนี้กันมาบ้างแล้ว วันนี้เราขอนำเกร็ดความรู้ดีๆ เกี่ยวกับโรคไส้ติ่งอักเสบมาฝากกันค่ะ จะเป็นอย่างไรบ้างนั้นต้องไปติดตามอ่านพร้อมๆ กันเลย

สาเหตุของการเกิดไส้ติ่งอักเสบ

โรคไส้ติ่งอักเสบเกิดจากการอุดตันของไส้ติ่งจากอุจจาระที่แข็งตัว โดยมีสิ่งแปลกปลอม พยาธิ หรือก้อนเนื้องอก ไปทำให้เกิดการอุดตัน จนเกิดการอักเสบขึ้นมา

รู้เท่าทัน "โรคไส้ติ่งอักเสบ" ก่อนสัญญาณอันตรายมาถึง!

อาการของโรคไส้ติ่งอักเสบ

สำหรับอาการของโรคไส้ติ่งอักเสบโดยส่วนใหญ่นั้นจะมีอาการปวดท้อง แต่ไม่สามารถบอกตำแหน่งที่ปวดได้แบบชัดเจน เนื่องจากบางครั้งอาจปวดรอบสะดือก่อน มีอาการปวดเป็นพักๆ หรือตลอดเวลาก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักปวดตลอดเวลา หลังจากนั้น อาการปวดจะเริ่มย้ายไปในบริเวณท้องน้อยด้านขวา ซึ่งเวลานี้ผู้ป่วยอาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมอยู่ด้วย สำหรับผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการไม่เหมือนดังที่เรากล่าวมาข้างต้น เพราะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของไส้ติ่ง เช่น ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดทางด้านขวาบน หรือตรงกลางก็เป็นไปได้ หากปลายของไส้ติ่งยาวไปถึงบริเวณนั้น

รู้เท่าทัน "โรคไส้ติ่งอักเสบ" ก่อนสัญญาณอันตรายมาถึง!
การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ

การรักษาโรคไส้ติ่งอักเสบ ไม่ว่าไส้ติ่งจะแตกหรือไม่ก็ตามก็สามารถทำการรักษาได้ด้วยการผ่าตัด สำหรับในผู้ป่วยที่ไส้ติ่งแตก แพทย์จะต้องให้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย ทั้งนี้หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที ก็อาจเกิดโรคแทรกซ้อนได้ เช่น ไส้ติ่งกลายเป็นฝีในท้อง หรือไส้ติ่งแตกมีหนองออกมาภายในช่องท้อง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

รู้เท่าทัน "โรคไส้ติ่งอักเสบ" ก่อนสัญญาณอันตรายมาถึง!
ข้อควรรู้! เกี่ยวกับโรคไส้ติ่งอักเสบ

ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องเริ่มแรก แต่ไม่รู้ถึงสาเหตุของอาการปวดที่แสดงออกมา ไม่ควรทานยาแก้ปวดเข้าไป แต่แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรคเสียก่อน เพราะหากผู้ป่วยกินยาแก้ปวดเข้าไป จะทำให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากยาแก้ปวดที่ผู้ป่วยทานเข้าไปนั้นจะไปบดบังอาการของโรค โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้ป่วยปวดท้องมากติดต่อกันนานเป็นเวลามากกว่า 6 ชั่วโมง ญาติหรือคนรอบข้างผู้ป่วยควรรีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์แต่โดยเร็ว เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้ามีอาการปวดดังกล่าวแล้วไม่ได้เป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ ก็มักเป็นอาการร้ายแรงของโรคอื่นๆ อยู่เสมอ

การรู้ทันโรคไส้ติ่งอักเสบ นอกจากจะช่วยให้คุณรอดพ้นจากอาการปวดและทรมานของโรคแล้ว ยังช่วยให้คุณรู้ถึงวิธีการดูแลตัวเองที่ถูกต้องในกรณีที่มีอาการปวดท้องที่สงสัยว่าน่าจะเป็นโรคไส้ติ่งอักเสบ รวมทั้งวิธีการรักษาที่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียตามมาทีหลังอีกด้วย

ที่มา>>>Sanook

กินยาคุมแล้ว ทำไมยังท้องได้?

กินยาคุมแล้ว ทำไมยังท้องได้?

ยาคุม” ตัวช่วยสำหรับการวางแผนครอบครัวของใครหลายๆ คนที่ยังไม่พร้อมที่จะมีบุตร คู่รักหลายคู่เลือกใช้วิธีนี้เพราะเมื่อมีเพศสัมพันธ์ ฝ่ายชายจะสามารถหลั่งใน หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัยได้ แต่จริงๆ แล้วหากฝ่ายหญิงทานยาคุมไม่ถูกวิธี โอกาสในการตั้งครรภ์ก็ยังมีเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้หลายคู่ประสบปัญหา “กินยาคุมแล้ว ยังท้องได้” ข้อผิดพลาดที่มักเกิดขึ้นเมื่อเลือกทานยาคุมมีอะไรบ้าง Sanook! Health นำข้อมูลจาก อย. หรือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา มาฝากกันค่ะ

brithcontrolpills

กินยาคุมแล้ว ทำไมยังท้องได้?

สาเหตุหลักที่บางคนรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดแล้ว แต่กลับตั้งครรภ์ เนื่องจาก………

1. ลืมรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ยิ่งหากลืมรับประทานในเม็ดที่มีฮอร์โมนอยู่แล้ว อาจทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเหวี่ยงหรือไม่สม่ำเสมอได้

2. รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดไม่ตรงเวลา ปกติให้รับประทานยาเวลาเดียวกันทุกวัน โดยแนะนำให้รับประทานช่วงก่อนนอนเพื่อลดผลข้างเคียง หากทานไม่ตรงเวลาอาจทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายเหวี่ยงได้เช่นกัน

3. รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาปฏิชีวนะ จะไปลดการดูดซึมของยาเม็ดคุมกำเนิด (บางชนิด) หากรับประทานร่วมกัน จะทำให้ประสิทธิภาพของยาคุมกำเนิดลดลงและอาจทำให้ท้องได้

4. รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดร่วมกับยาวัณโรคบางตัว หากรับประทานร่วมกันจะทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของยาเม็ดคุมกำเนิดลดลง อาจทำให้ท้องได้

5. ยาเม็ดคุมกำเนิดมีประสิทธิภาพไม่ถึง 100% ดังนั้นหากมีเพศสัมพันธ์และหลั่งใน โอกาสที่พลาดท้องก็มีได้ ถึงมีน้อยก็ใช่ว่าไม่มีเลย

*วิธีที่ปลอดภัยที่สุด คือ รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดพร้อมกับป้องกันด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย เช่น ใส่ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย เป็นต้น

____________________

ขอบคุณเนื้อหาจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ที่มา>>>Sanook