รวบรองผอ.แบงค์ขับรถส่งยาไอซ์ครึ่งก.ก. ตร.รวบคาเก๋งขณะรับของกลางริมโขง

 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. เจ้าหน้าที่ทหารพราน อำนวยการโดย พ.อ.นิสิต สมานมิตร ผบ.ฉก.กรม ทพ.21 จังหวัดเลย สั่งการให้ ร.อ.สำรวย สร้อยจักร ผบ.ร้อย ทพ.2106 อ.ปากชม จ.เลย พร้อมด้วย พ.ต.ต.วิบูลย์ นนทะแสง สว.สส.สภ.ปากชม ตชด.2412 นำกำลังออกตรวจพื้นที่บริเวณถนนสาย อ.ปากชม อ.สังคม จ.หนองคาย พื้นที่บ้านโนนสวรรค์ หมู่ 8 ต.ห้วยพิชัย อ.ปากชม ขณะที่ตรวจไปพื้นที่บ้านโนนสวรรค์ หมู่ 8 ต.ห้วยพิชัย พบรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า ซีวิค สีน้ำตาลทะเบียน 3 กฬ2860 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ริมถนนสายริมโขงลักษณะต้องสงสัย คนขับรถยนต์เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ขึ้นรถพยายามขับหลบหนี ทางเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ ทราบชื่อนายกมล หงษ์สุวงค์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 100/370 หมู่1 ต.คลองหลวงแพ่ง อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา  จากการตรวจค้นภายในรถ พบห่อพลาสติกสีดำวางอยู่บนเบาะหลังรถ เมื่อเปิดออกดูพบเป็นยาไอซ์หนักครึ่งกิโลกรัม และพบบัตรพนักงานของนายกมล หงษ์สุวงค์ ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการแผนกไอที ธนาคารยูโอบี สำนักงานใหญ่ ชุดจับกุมจึงควบคุมตัวพร้อมของกลางมาสอบสวนที่กองร้อยทหารพรานที่ 2106 อ.ปากชม จากการสอบสวนนายกมล รับสารภาพว่า ตนเองทำงานอยู่ที่ธนาคารยูโอบี เป็นรองผอ.แผนกไอที ไปทำธุระที่จังหวัดหนองคาย ขากลับคนรู้จักวานให้มารับยาไอซ์ที่อ.ปากชมไปส่งที่กรุงเทพ โดยไม่ได้ค่าจ้าง ทำเป็นครั้งแรก แต่ทางทางเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่านายกมลมีภรรยาเป็นคนลาว เข้าออกประเทศลาวทางด่าน จ.หนองคาย อยู่เป็นประจำ และมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด นำตัวพร้อมของกลางส่ง พงส.สภ.ปากชม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ต่อมา ร.อ.สำรวย สร้อยจักร ผบ.ร้อย ทพ.2106 นำตัวนายกลม มาสอบสวนและทำการขยายผล โดยนายกมลรับสารภาพว่า ยาไอซ์เป็นของนายสุนันท์ บุตนันท์ อายุ 52 ปี อยู่ที่ 138 หมู่ 3 ต.หาดคัมภียร์ อ.ปาชม จ.เลย ซึ่งรู้จักกับภรรยาชาวลาวของตน แต่ตนเองไม่รู้จักและไม่เคยเห็นหน้า ให้ตนมารับยาไอซ์ไปส่งกรุงเทพ โดยนัดหมายส่งกันที่ริมโขงถนนสาย อ.ปากชม อ.สังคม พื้นที่ บ้านโนนสวรรค์ หมู่ 8 ต.ห้วยพิชัย โดยจะประสานงานกันทางโทรศัพท์เท่านั้น รับยาไอซ์แล้วกำลังเดินทางกลับเส้นทางอ.เชียงคาน มุ่งหน้า จ.เพชรบูรณ์ กลับกรุงเทพ แต่มาโดนจับเสียก่อน

จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ไปยังที่บ้านเลขที่ 138 หมู่ 3 ต.หาดคัมภีร์ อ.ปาชม จ.เลย ซึ่งเป็นบ้านของนายสุนันท์ปรากฏว่าไม่พบตัว พบแต่ภรรยาและลูกสะใภ้ของนายสุนันท์ ให้การว่า นายสุนันท์ไปทำไร่ตั้งแต่เมื่อวานตอนเย็น จนถึงเช้านี้ยังไม่ได้กลับมาบ้านเลย และไม่ทราบเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานไปยัง พงส.สภ.ปากชม เพื่อขอออกหมายเรียกตัวนายสุนันท์ เพื่อมาสอบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

ที่มา>>>ข่าวสด

สลด!สองพี่น้องซิ่งจยย.ซ้อน 3 พุ่งอัดก๊อปปี้เก๋งล้อชี้ฟ้า ด.ญ.12 ดับคาที่ สยองบายพาสปักธงชัย

 เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ร.ต.อ.อนุวัฒน์ รัตนจีนะ ร้อยเวรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรโพธิ์กลาง รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์เสียหลักพุ่งชนกลางรถยนต์ เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนบายพาสสามแยกปักธงชัย-จอหอ ช่วงหลักกิโลเมตรที่ 2 ขาออกนครราชสีมา ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา หลังรับแจ้งจึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยอาสาสมัครหน่วยกู้ภัย ฮุก 31 และรถพยาบาลโรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา ที่เกิดเหตุอยู่ทางคู่ขนาน ซึ่งเป็นเลนที่ให้รถวิ่งสวนทางกันได้ บริเวณกลางถนนพบรถยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า แจ๊ส สีดำ หมายเลขทะเบียน กต1131 นครศรีธรรมราช สภาพจอดขวางอยู่กลางถนน โดยที่ด้านขวาฝั่งคนขับ มีรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีฟ้า เทา หมายเลขทะเบียน ขกง603 ชัยภูมิ พุ่งชนอย่างแรง จนรถจักรยานยนต์เสียบติดคากับรถยนต์ ล้อด้านหลังชี้ฟ้า และยังพบศพด.ญ.วิลาวรรณ น้ำเต้าทอง อายุ 12 ปี ชนติดกับซากรถอย่างแรงจนเสียชีวิตคาที่ ใกล้กันยังพบคนขับและผู้ที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2 ราย เจ้าหน้าที่รีบนำตัวส่งรักษาที่โรงพยาบาลกรุงเทพราชสีมา จากการสอบถาม นายชัยชาญ ปราบจะบก อายุ 41 ปี คนขับรถยนต์คู่กรณี ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนขับรถยนต์เพื่อที่จะถอยรถเข้าบ้านพัก ขณะกำลังจะถอยรถจู่ๆ มีรถจักรยานยนต์ที่มีด.ช.วรศักดิ์ น้ำเต้าทอง อายุ 14 ปี ขับซ้อน 3 มาด้วยความเร็วสูง พุ่งชนกับด้านข้างรถยนต์ของตนอย่างแรง จนทำให้ด.ญ.วิลาวรรณ น้องสาว ที่นั่งมาด้านหน้าถูกอัดก๊อปปี๊จนเสียชีวิตคาที่ ซึ่งหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ทำการสอบสวนอย่างละเอียด ก่อนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

ฝนกระหน่ำตลอดคืนขอนแก่นน้ำท่วมในเมืองอย่างหนัก เร่งระบาย

เมื่อเวลา 08.30 น.วันที่ 27 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่  26 มิ.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง ทำให้มีฝนตกหนักตลอดทั้งคืนจนถึงกระทั่งเช้า ทำให้ถนนแทบทุกสายในเขตเทศบาลนครขอนแก่น และ ถนนมิตรภาพ เกิดน้ำท่วมขังทำให้การจราจรติดขัด รถยนต์ที่วิ่งผ่านไปมาต้องระวัง ทำให้รถยนต์บางคันที่เป็นรถเก๋งเกิดเครื่องยนต์ดับ เนื่องจากไม่สามารถระบายน้ำได้ทัน14669964651466996613lเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร เจ้าหน้าที่เทศบาลนครขอนแก่น ป้องกันจังหวัดขอนแก่น และอาสาสมัครต้องระดมกำลังออกไปช่วยเหลือระบายรถยนต์ให้สามารถวิ่งผ่านไปมาได้ โดยเฉพาะถนนเส้น กสิกรทุ่งสร้าง หน้าตลาดจอมพล  เส้นทางไปค่ายศรีพัชรินทร มทบ.23 น้ำท่วมสูงจนรถเก๋งหลายคันเกิดเครื่องยนต์ดับ ถ.กสิกร หลังศูนย์ราชการ ถ.หน้าเมืองตัด ถ.ด้าน พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชย์ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น และเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ประสานกับเจ้าหน้าที่ดับเพลิงของเทศบาลนครขอนแก่น ออกช่วยเหลือประชาชนและรถยนต์ที่ใช้เส้นทางดังกล่าว ซึ่งต้องทำงานอย่างหนัก นอกจากนี้ยังมี ถนนมิตรภาพ ช่วงระหว่าง หน้าห้างบิ๊กซี ไปจนถึง ถ.มิตรภาพตัด ถ.ศรีจันทร์ ถ.มิตรภาพหน้าตำรวจทางหลวง เส้นทางไป จ.อุดรธานี คาดว่าหากฝนหยุดตกแล้วน้ำที่ท่วมขังคงจะลดลงและรถยนต์สามารถวิ่งผ่านไปมาได้ตามปกติ

ที่มา>>>ข่าวสด

รวบยกแก๊งผัว-เมีย ใช้แก๊สตัดตู้เอทีเอ็มกวาดเงินล้าน ตร.ล็อกตัวคาบ้านพัก-หมอชิต

จากกรณีคนร้ายไม่ต่ำกว่า 3 คนออกตระเวนเจาะตู้เอทีเอ็ม คืนเดียว 3 ตู้ ได้เงินไป 1.4 ล้านบาท จากเอทีเอ็มกสิกรไทยหน้าร้านพีพีซุปเปอร์มาเก็ต ต.มาบตาพุด ระยอง ส่วนสองตู้ไม่สำเร็จทิ้งร่องรอยตัดที่ใช้เครื่องมือแบบเดียวกัน ตำรวจคาดเป็นฝีมือคนร้ายกลุ่มเดียวกัน จากการตรวจกล้องวงจรปิดพบรถยนตเก๋งโปรตรอน ที่เป็นของคนร้ายใช้ก่อเหตุ เตรียมสอบสวนหาตัวคนร้ายต่อไป ด้านพล.ต.อ.ปัญญา มาเม่น ที่ปรึกษา (สบ.10) เดืนทางมาตรวจสอบคดีถึงระยอง ก่อนจะลั่นจับคนร้ายได้แน่ภายใน 3 วัน ตามข่าวที่เสนอไปแล้ว ความคืบหน้าเรื่องดังกล่าว เมื่อเวลา 10.00 น วันที่ 22 มิ.ย. พ.ต.ท.เจริญ วิฑิตกรกุล รองผกก.สส.สภ.มาบตาพุด ระยอง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสายสืบ สภ.มาบตาพุด จับกุมตัวผู้ต้องหาคดีเจาะตู้เอทีเอ็ม กวาดเงินไปกว่าล้าน พร้อมควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สภ.มาบตาพุด ทั้งหมด 3 ราย ประกอบด้วย น.ส.ทัศนีย์ ตะพานนาค อายุ 25 ปี พร้อมด้วยรถยนต์ โปรตรอนสีเทาทะเบียน ขว 9567 ชลบุรี ตรงกับภาพกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพไว้ได้หลังก่อเหตุ และเงินสดอีกจำนวน 2 แสนบาท ต่อมายังสามารถจับเพิ่มอีก 2 ราย ซึ่งเป็นสามีภรรยากัน คือน.ส.สโรชา อินบัว อายุ 26 ปี และนายฮอล โดย น.ส.ทัศนีย์ หนึ่งในผู้ต้องหา ให้การสารภาพว่า ตนเองกับนายสุริยา หรือตั๊ม อนุญาต อายุ 27 ปี สามี ที่ถูกตามจับกุมตัวได้ ขณะเตรียมหลบหนีที่สถานีขนส่งหมอชิด เจ้าหน้าที่กำลังควบคุมตัวมาระยองได้ประสบปัญหาทางการเงิน เพราะสามีขาดทุนจากธุรกิจบ่อคตกปลาแล้วขาดทุนจนต้องถอนหุ้น ประกอบกับงานรับเหมาช่างเชื่อมเหล็กไม่มีงานจึงทำให้ไม่มีเงินและยังเป็นหนี้นอกระบบ สามีจึงวางแผนกับตนเองพร้อมทั้งชวนนายฮอล มาร่วมด้วย โดยให้นายฮอลและแฟนสาวเป็นคนดูต้นทาง โดยใช้รถจยย.ตระเวนดูขณะที่สามีกำลังลงมือตัดตู้เอทีเอ็ม แต่พอเริ่มลงมือก็ออกไปหาตู้เอทีเอ็มหลังตลาดมาบตาพุดแต่ไม่เหมาะเพราะคนพลุกพล่าน จึงกลับมาตั้งหลักที่บ้านพักหมู่บ้านสายลมเย็น ต.ทับมาอ.เมือง ระยอง แล้วนายสุริยา สามีก็ออกไปคนเดียวประมาณ 1 ชั่วโมง ก็กลับมาพร้อมรถยนต์โปรตรอน แล้วนำเงินจำนวน 2 แสน ส่งให้บอกให้นำไปใช้หนี้ และผ่อนรถยนต์ที่กำลังจะถูกยึด ส่วนอีกสองคนยังให้การปฎิเสธ ด้าน พ.ต.ท.เจริญ วิฑิตกรกุล รองผกก.สส.สภ.มาบตาพุด กล่าวว่า ขณะนี้กำลังนำตัวผู้ต้องมาจากกทม. สำหรับการจับกุมสืบเนื่องจากการสืบจากรถยนต์จนนำไปสู่การจับกุมแก๊งคนร้ายผัวเมีย 2 คู่ เบื้องต้นยังปฏิเสธแต่ถึงอย่างไรทางเรามีหลักฐานแน่น พร้อมทั้งยังมีพยานอีกสองคนที่มีหลักฐานมัดแน่น คำให้การของ นส.ทัศนีย์ก็ให้การยอมรับว่ามีการวางแผนก่อนลงมือ แต่คงต้องรอสอบสวนทั้งสี่คนอีกครั้ง เพื่อหาเงินที่ได้ไปเพราะคาดว่ายังเหลือเกินครึ่ง

สำหรับรถยนต์ที่ใช้ก่อเหตุยังเป็นชื่อเจ้าของเดิมที่ขายให้นายสุริยา ผู้ต้องเมื่อ 6 เดือนก่อน แต่ยังไม่ได้โอน โดยผ่อนต่อเดือนละ 1 หมื่นบาทซึ่งทางเจ้าของ คือนายจตุพร จรูญ อายุ 35 ปี บ้านเลขที่ 21/2 ม.5 ต.มาบโป่ง อ.พานทอง จ.ชลบุรี ที่เข้าให้หน้าที่ตำรวจสภ.มาบตาพุด จ.ระยอง ก็ได้เดินทางมาให้การเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องพร้อมหลักฐานการซื้อขาย แต่ถึงอย่างไรต้องตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

นายจตุพร กล่าวว่า สำหรับรถยนต์ยี่ห้อโปรตอน เป็นรุ่นสปอร์ตสีเทา ปี 2008 ที่ประกาศขายในเฟซบุ๊ก มีนายตั้มมาติดต่อซื้อไปบอกว่าจะให้แฟนขับ ก็ขายดาวน์ไปในราคา 1 หมื่นบาท และก็ให้คุยกับไฟแนนกันเองทราบว่าผ่อนเดือนละ 10,260 บาท โดยตนก็ไม่ทราบว่านายตั้มจะเดือดร้อนเงินค่าผ่อนรถหรือไม่จึงมาก่อเหตุ

ที่มา>>>ข่าวสด

ระทึก รถ 6 ล้อเบรกแตกพุ่งชนท้ายรถรับส่งนักเรียน เจ็บระนาว

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 13 มิ.ย. ร.ต.อ.สาโรช บุบผา ร้อยเวรสอบสวน สภ.วังตะเคียน รับแจ้งมีรถยนต์ชนกับรถรับส่งนักเรียน บริเวณสี่แยกสัญญาณไฟจราจรบ้านหนองสังข์ ถนนสายสุวรรณศร 33 กบินทร์บุรี-สระแก้ว หลัก กม. 209-208 หมู่. 5 ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี หลังรับแจ้งได้เดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุ ในที่เกิดเหตุพบรถรับส่งนักเรียน 6 ล้อ อีซูซู สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 10-0179 สระแก้ว สภาพรถถูกบรรทุก 6 ล้อ อีซูซุ สีน้ำเงิน หมายเลขทะเบียน 81-1175 สระแก้ว ถูกชนท้ายได้รับความเสียหาย ก่อนจะกระเด็นไปชนท้ายรถบรรทุกพ่วง 18 ล้อ ฮีโน่ สีขาว หมายเลขทะเบียนตัวแม่ 81-2772 จันทบุรี และหมายเลขทะเบียนตัวพ่วง 81-3007 จันทบุรี ส่งผลทำให้นักเรียนที่นั่งมาในรถจำนวน 14 ราย เป็นนักเรียนหญิง 8 ราย และนักเรียนชาย 5 ราย ส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา จนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนได้รับบาดเจ็บเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยมูลนิธิสัจจพุทธธรรมกบินทร์บุรี ลำเลียงส่งโรงพยาบาลกบินทร์บุรี จากการสอบถามเด็กนักเรียนโดยสารรถดังกล่าว เปิดเผยว่า รถรับส่งนักเรียนได้รับนักเรียนมาจากบ้านนาคำ ตำบลบ้านนา มีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆจำนวน 4 โรงเรียน คือ โรงเรียนกบินทร์วิทยา โรงเรียนกบินทร์จริยาคม โรงเรียนเจียหมิน และโรงเรียนรักษาทรัพย์วิทยากร ซึ่งมีนายจอมเทพ เสกทัก อายุ 40 ปี เป็นคนขับ ขณะที่รถจอดรอสัญญาณไฟจราจรอยู่นั้น ได้มีรถบรรทุก 6 ล้อ ที่วิ่งตามหลังมาชนท้ายเต็มแรงจนรถกระเด็นพุ่งไปชนกับรถบรรทุกพ่วงจอดอยู่ข้างหน้า จนทำให้นักเรียนที่นั่งมาในรถได้รับบาดเจ็บหลายคน ส่วนตนเองนั่งอยู่ท้ายรถได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ด้านนายบุญจันทร์ ภูคลองกิต อายุ 43 ปี คนขับรถบรรทุก 6 ล้อ เปิดเผยว่า ได้ขับรถมาจากจังหวัดสระแก้ว เพื่อจะไปส่งยางที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา พอมาถึงจุดเกิดเหตุซึ่งเป็นสัญญาณไฟจราจรและเป็นขณะเดียวมีสัญญาณไฟแดงพอดี รถเกิดเบรกไม่อยู่จึงได้พุ่งชนรถนักเรียนที่จอดรอสัญญาณไฟจราจรอยู่ด้านหน้า จนทำให้นักเรียนที่นั่งมาในรถได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

ตชด.ขับกระบะ เสียหลักพุ่งชนต้นไม้พังยับ-ดับคารถ

วันที่ 11 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.30 น. วันที่ 10 มิ.ย. ร.ต.อ.สมชาย ซุ้นซิ่ม รอง สว.(สอบสวน) สภ.สะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา รับแจ้งเกิดอุบัติเหตุมีรถยนต์กระบะชนต้นไม้ริมถนนสายเทพา-สะบ้าย้อย อ.สะบ้าย้อย มีผู้เสียชีวิตติดอยู่ในซากรถ   รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบรถยนต์กระบะโตโยต้า ไฮลักซ์ แค็ป สีขาว ทะเบียน บท 5851 อุทัยธานี พุ่งชนกับต้นไม้ริมถนน สภาพด้านหน้ารถพังยับเยิน ภายในรถพบศพ จ.ส.ต.มานะ หมั่นเจียก อายุ 37 ปี ตชด.ประจำกองร้อย 437 อ.สะเดา สภาพนอนฟุบคาพวงมาลัยรถเสียชีวิตคาที่

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายกำลังขับรถกระบะมาด้วยความเร็ว จากพื้นที่ ต.ลำไพล เพื่อมุ่งหน้าไป อ.สะบ้าย้อย ถึงที่เกิดเหตุ รถเกิดเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ริมถนนอย่างรุนแรง จนเป็นเหตุทำให้ จ.ส.ต.มานะ เสียชีวิตคาที่ ส่วนสาเหตุคาดว่าผู้ตายอาจพักผ่อนไม่พอเป็นเหตุให้ขับรถหลับในพุ่งชนต้นไม้เสียชีวิต

ที่มา>>>ข่าวสด

พายุฝนถล่มตรัง ต้นสนใหญ่หาดปากเมง โค่นทับบ้าน-รถยนต์พังเรียบ

พายุฝนกระหน่ำพื้นที่ จ.ตรัง ต้นสนใหญ่-เสาไฟแนวหาดปากเมง ล้มโค่นทับบ้านเรือน รถยนต์คนในพื้นที่-นักท่องเที่ยว เสียหาย 3 คัน และทำให้ 3 หมู่บ้านไฟดับ ขณะที่อ.ปะเหลียน ต้นไม้หักทับ จยย.คนเจ็บสาหัส 1…

เมื่อวันที่ 22 พ.ค. มีรายงานว่า พื้นที่หมู่ 4 ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง ได้เกิดพายุฝนตกหนักลมกระโชกแรง ทำให้ต้นสนขนาดใหญ่บริเวณหน้าร้านค้าริมหาดปากเมง หักโค่นลงมาทับสายไฟฟ้า และเสาไฟจนล้มลงขวางถนน ส่งผลให้การจราจรหน้าหาดติดขัดเป็นอัมพาตตลอดเส้นทาง และยังทับบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย รวมถึงรถยนต์ของชาวบ้านในพื้นที่ นักท่องเที่ยวชาวภูเก็ตและชาวต่างชาติได้รับความเสียหาย รวม 3 คันด้านนายวินัย ชูเสียงแจ้ว ผู้ใหญ่บ้าน เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้กระแสไฟฟ้าดับรวม 3 หมู่บ้าน ประกอบด้วย หมู่ 4 บ้านไม้ฝาด หมู่ 5 บ้านฉางหลาง และ หมู่ 7 บ้านนาหละ ต.ไม้ฝาด มีประชาชนและร้านค้า ร้านอาหารตลอดแนวหาดปากเมงได้รับผลกระทบไม่มีไฟฟ้าใช้ ประมาณ 300 หลังคาเรือน ทั้งนี้ได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่นำเครื่องจักรกลมาเคลียร์พื้นที่และขอให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาตรัง ให้เร่งดำเนินการจ่ายกระแสไฟฟ้าผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการท่องเที่ยวทางทะเลที่ชายหาดปากเมง ยังคงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากรอลงเรือเพื่อไปท่องเที่ยวตามหมู่เกาะต่างๆ ตามที่ได้จองทัวร์ไว้ล่วงหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่เดินทางมาจากต่างจังหวัดไกลๆ และเรือจะออกสู่ทะเลเมื่อได้รับการยืนยันความปลอดภัย แต่มีนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งยกเลิกการท่องเที่ยวทะเลตรังในช่วงเช้าประมาณ 50%นอกจากนี้ ในเส้นทางไปบ้านปากคู-วัดส้มเฟือง หมู่ 1 ต.บางด้วน อ.ปะเหลียน จ.ตรัง มีรายงานว่า เกิดพายุฝนตกหนักต้นไม้ล้มทับรถจักรยานยนต์มีผู้บาดเจ็บอาการสาหัส 1 ราย ถูกนำส่ง รพ.ย่านตาขาว ขณะเดียวกันยังมีต้นไม้ล้มและบ้านเรือนพังเสียหายอีกหลายพื้นที่อีกด้วย.

ที่มา>>>Thairath

มีดจี้คอ! หญิงรับเหมาเครียด ออกเก๋งให้แฟนใหม่แต่กลับไม่ช่วยทำงาน

สาวใหญ่ผู้รับเหมาออกรถยนต์ให้แฟนใหม่ หวังให้ช่วยทำงาน กลับขอเงิน 4 หมื่นแต่งรถเพิ่ม หลังได้เงินเงียบหาย เครียด ใช้มีดปลายแหลมจี้คอตัวเองหน้าจุดบริการประชาชน สภ.บางบัวทอง จนท.รุดเกลี้ยกล่อม พบประวัติป่วยซึมเศร้า

เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 9 พ.ค. 59 พ.ต.ท.เกษม ศรีจันทร์อินทร์ สวป.สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งจากศูนย์วิทยุบางบัวทอง มีเหตุหญิงคลุ้มคลั่งใช้อาวุธมีดจี้คอตัวเองบริเวณหน้าจุดบริการประชาชน สภ.บางบัวทอง ปากทางเข้าวัดเล่งเน่ยยี่ 2 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย หมู่ 5 ต.โสนลอย อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี จึงรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สายตรวจ แพทย์จาก รพ.บางบัวทอง และมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุพบ นางดอกอ้อ สุขประเสริฐ อายุ 43 ปี ยืนอยู่ด้านหน้าจุดบริการประชาชน ที่มือขวาถือมีดปลายแหลมยาวประมาณ 1 ฟุต จี้ที่ลำคอ เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่มูลนิธิพยายามเกลี้ยกล่อมแต่ไม่เป็นผล ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงนำตัวมารดามาช่วยเกลี้ยกล่อม แต่ปรากฏว่า นางดอกอ้อ กลับโวยวายจนเจ้าหน้าที่ต้องพามารดาหลบไปหญิงสาว เครียดใช้มีดจี้คอตัวเอง หลังออกเงิน4หมื่นให้แฟนไปแต่งรถ แล้วไม่กลับมาช่วยทำงาน

ต่อมา นางดอกอ้อ มีท่าทีสงบลง พร้อมร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจพาไปโรงพัก โดยมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิไปด้วย และเกลี้ยกล่อมจนยอมส่งมีดให้ จากนั้นเจ้าหน้าที่พยาบาลเข้าทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวมาสงบสติอารมณ์ที่ สภ.บางบัวทอง

ด้านบุตรชาย กล่าวว่า มารดามีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง และได้เลิกกับสามีซึ่งเป็นพ่อของตน ก่อนจะมีแฟนใหม่ชื่อ นายศักดิ์ชัย สายราม เช่าบ้านอยู่ในหมู่บ้านหงส์ประยูร โดยมารดาออกรถยนต์ให้ แต่นายศักดิ์ชัยกลับไม่ยอมช่วยทำงาน ล่าสุด ยังขอเงิน 40,000 บาท เพื่อไปวางเครื่องยนต์ใหม่ รับปากว่าจะช่วยทำงาน แต่เมื่อได้เงินกลับไม่ยอมช่วยทำงาน ก่อนเกิดเหตุมารดามาตาม นายศักดิ์ชัย ที่บ้านพี่ชายใกล้กับที่เกิดเหตุ แต่นายศักดิ์ชัยไม่ยอมออกมาพบ จึงทำให้มารดาเกิดอาการเครียดใช้อาวุธมีดจี้คอตัวเอง

ร.ต.อ.นิพล ภูธรฤทธิ์ รอง สว.สส.สภ.บางบัวทอง เผยว่า จากการตรวจสอบพบว่า นางดอกอ้อ มีประวัติการรักษาโรคซึมเศร้าที่ รพ.ศรีธัญญา จึงนำตัวส่ง รพ. เพื่อทำการรักษาอาการเครียด.

ที่มา>>>Thairath

12 ปีกรือเซะ! สงขลาเข้มความปลอดภัยสูงสุด 7 อำเภอ ป้องป่วน

ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุด ในพื้นที่เสี่ยงทั้ง 7 อำเภอสงขลา เนื่องวันครบรอบ 12 ปี เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ เน้นย่านเศรษฐกิจ อ.หาดใหญ่ หลังพบความเคลื่อนไหวของแนวร่วมแฝงเข้าพื้นที่

เมื่อวันที่ 28 เม.ย. 59 เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสูงสุดในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ เนื่องวันครบรอบ 12 ปี เหตุการณ์มัสยิดกรือเซะ ซึ่งตรงกับวันที่ 28 เม.ย. เพื่อป้องกันการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อก่อเหตุรุนแรง โดยเฉพาะการตรวจความมั่นคงก่อนเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ ทั้ง 3 ด่าน ทั้งบนถนนกาญจนวนิช ถนนเพชรเกษม และถนนนิพัทธ์สงเคราะห์ มีการตรวจเข้มทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป้าหมาย บุคคลต้องสงสัยส่วนพื้นที่ชั้นในซึ่งเป็นย่านเศรษฐกิจ การค้าการท่องเที่ยว มีทั้งกำลัง อส. และตำรวจ คอยเฝ้าสังเกตการณ์และตรวจสอบรถต้องสงสัยทุกคันที่จอดบริเวณถนนย่านการค้าเพื่อความปลอดภัย รวมทั้งขอความร่วมมือทางห้างร้านและโรงแรม ให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบรถต้องสงสัยทุกคันที่ผ่านเข้าออก โดยเฉพาะรถยนต์ที่ติดแก๊สห้ามนำเข้ามาจอดโดยเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยหลังจากที่ก่อนหน้านี้ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ มีการแจ้งเตือนจากหน่วยข่าวความมั่นคง ให้เฝ้าระวังการแฝงตัวเข้ามาก่อเหตุของกลุ่มแนวร่วม โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจ สถานที่ราชการ รวมทั้งย่านการค้า ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการตกเป็นเป้าหมายการก่อเหตุ เนื่องจากพบความเคลื่อนไหวของแนวร่วมกลุ่มของ นายเสรี แวมามุ เข้ามาในพื้นที่

นอกจากนี้ ในพื้นที่ อ.เมืองสงขลา อ.สะเดา รวมทั้ง 4 อำเภอชายแดนสงขลา ทั้ง อ.จะนะ อ.เทพา อ.นาทวี และ อ.สะบ้าย้อย ก็มีมาตรการคุมเข้มรักษาความปลอดภัยสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง เช่นกัน.

ที่มา>>>Thairath

[wpdevart_like_box profile_id=”504378419709527″ connections=”show” width=”300″ height=”550″ header=”small” cover_photo=”show” locale=”en_US”]