ยังฟิต!คุณยายวัย 80 เดินป๋อเข้าสวนกรีดยางทุกวันจนหายป่วยอัมพฤกษ์

 เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางจิตร หรือ คุณยายจิตร ธนูศิลป์ อยู่บ้านเลขที่ 38 หมู่ที่ 8 ตำบลลำภูรา อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง อายุ 80 ปี แต่ยังคงมีสภาพร่างกายที่แข็งแรง และสภาพจิตใจที่แจ่มใสเบิกบาน จนสามารถเดินไปกรีดหรือตัดยางพารา บริเวณสวนใกล้บ้านได้ทุกๆ วัน โดยไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน โดยคุณยายจะตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อลงมือลับมีดกรีดยางให้มีความคมกริบ แล้วเดินถือถังใส่น้ำยางไปยังสวนที่อยู่ห่างจากบ้านประมาณ 50 เมตร ซึ่งมียางพาราที่เว้นเอาไว้ประมาณ 100 ต้นคุณยายจิตร จะลงมือกรีดยางแต่ละต้นแต่ละแถว ด้วยความรวดเร็ว และไม่ต้องใส่แว่นสายตาแต่อย่างใด ต่างไปจากคนรุ่นเดียวกันแถวละแวกบ้าน ซึ่งไม่มีผู้ใดมาทำเช่นนี้อีกแล้ว เมื่อกรีดยางทุกต้นเสร็จ คุณยายก็จะเดินกลับไปทำงานบ้าน รอเวลาให้น้ำยางไหลลงสู่ถ้วยสักพักใหญ่ จากนั้น ก็จะกลับมาเทน้ำยางสดลงในถัง แล้วเอาไปทำเป็นยางก้อน เพื่อรอพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงบ้านต่อไป โดยวันหนึ่งๆ คุณยายจะตัดยางได้ประมาณ 4-5 กิโลกรัม หรือมีรายได้วันละ 100-150 บาท ถึงไม่มาก แต่ก็รู้สึกภาคภูมิใจ นางจิตร กล่าวว่า เนื่องจากตนเองมีความผูกพันกับสวนยางตั้งแต่เด็ก และกรีดยางเรื่อยมาจนถึงวันนี้เกือบ 70 ปีแล้ว จนสามารถส่งเสียให้ลูกทั้ง 12 คน เรียนหนังสือจนจบ และยังมีงานการทำดีๆ ด้วย บางคนเป็นถึงปลัดอำเภอ สรรพากร สายการบิน หรือมีธุรกิจที่สร้างรายได้ให้เดือนละนับหมื่นนับแสนบาท ที่สำคัญก็คือตนเองรู้สึกภาคภูมิใจในการทำสวนยาง โดยเฉพาะการกรีดยางที่แม้จะต้องลุกขึ้นตั้งแต่เช้ามืด และเสี่ยงต่อสัตว์เลื้อยคลานมีพิษต่างๆ แต่กลับเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับชาวใต้มาอย่างยาวนานแล้ว “ลูกหลานเคยมาขอร้องให้หยุดทำงาน แต่ยายไม่ยอม เพราะเห็นว่าช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรง ขนาดเมื่อ 3-4 ปีก่อน เคยป่วยเป็นอัมพฤกษ์ซีกซ้าย ซึ่งหมอให้ยาละลายลิ่มเลือด ควบคู่กับการสั่งให้ออกกำลังกาย และต่อมาก็หายป่วยเป็นปลิดทิ้ง ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากการออกไปกรีดยางทุกเช้านั่นเอง เพราะทำให้ยายมีความสุข หน้าตาสดใส ยิ้มแย้มแจ่มใส ต่างไปจากคนรุ่นเดียวอย่างเห็นได้ชัด ไม่ต้องเป็นภาระของลูกหลาน สำหรับการต้องพาไปหาหมอเพื่อรักษาตัวด้วยโรคต่างๆ” นางจิตร กล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

‘ครูแก้ว’ อดีต รมช.เกษตรฯ นำร่องปลูกเมล่อนญี่ปุ่น หนุนเกษตรทางเลือก

สุดเจ๋ง! ‘ครูแก้ว อดีต รมช.เกษตรฯ’ นำร่องปลูกเมล่อนญี่ปุ่น ชดเชยสวนยางตั้งฟาร์มตัวอย่าง หนุนเกษตรทางเลือก ควบแหล่งเที่ยวเชิงเกษตร พร้อมให้คำปรึกษา แนะนำพันธุ์ไปเพาะปลูกครบวงจร ผู้สนใจสามารถมาเยี่ยมชมเกษตรครบวงจรได้

เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นับเป็นข่าวที่สร้างความสนใจให้กับเกษตรกร พี่น้องประชาชน ภายหลัง นายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งถือเป็นอดีต ส.ส.ผู้แทนชาวนครพนม ขวัญใจชาวนครพนมหลายสมัย สายเลือดเกษตรกร ลูกชาวไร่ชาวนา 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เคยต่อสู้ขับเคลื่อนผลักดันโครงการรัฐบาลมาหลายสมัย ในการส่งเสริมอาชีพการเกษตร เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกรนายศุภชัย โพธิ์สุ หรือครูแก้ว อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับบทบาทใหม่ เกษตรกรผู้ปลูกเมลอน ที่พูนสุขฟาร์ม

ล่าสุดได้ใช้เวลาว่าง หลังพักงานการเมือง หันมาทำอาชีพเกษตรกรในการเปิดฟาร์มตัวอย่าง ในชื่อ พูนสุขฟาร์ม ในพื้นที่หลังตลาดพูนสุข ในเขตเทศบาลตำบลศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ทดลองทำการเกษตรทางเลือก ในการปลูกนำร่องเมล่อนญี่ปุ่น เป็นแห่งแรกของ จ.นครพนม จนประสบความสำเร็จ ส่งออกขายท้องตลาด สร้างความสนใจให้กับเกษตรกร เป็นอย่างมาก พร้อมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทางเลือก ในการสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกร มาศึกษาเยี่ยมชม และนำไปเพาะปลูก สร้างรายได้

โดยเฉพาะเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาเรื่องปัญหาราคายางตกต่ำ ส่งผลต่อการขาดทุนอย่างหนัก ต้องแบกภาระหนี้สิน จึงต้องการที่จะส่งเสริมเกษตรกรหันมาปลูกเมล่อนญี่ปุ่นทดแทน สร้างรายได้ เพราะถือเป็นพืชที่ตลาดต้องการผลผลิตจำนวนมาก และมีราคาแพง ตกกิโลกรัมละ 150-200 บาท ที่สำคัญเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย ใช้ระยะเวลาปลูกสั้น แต่สามารถสร้างรายได้เป็นอย่างดี ซึ่งไม่เพียงจะเป็นฟาร์มตัวอย่าง ยังจะมีการพัฒนาส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ศึกษาการเกษตรทางเลือกสร้างอาชีพอีกด้วย

นายศุภชัย กล่าวว่า สำหรับที่มาของการปลูกพืชการเกษตรทางเลือก เมล่อนญี่ปุ่น เนื่องจากตนจะเป็นคนที่ชอบทำการเกษตรอยู่แล้ว เพราะครอบครัวมาจากชาวไร่ชาวนา จึงมีใจรัก และเข้าใจถึงหัวอกของเกษตรกร จนได้เดินหน้าทำงานการเมืองเพื่อต้องการสนับสนุนให้เกิดนโยบายรัฐบาลที่ประชาชน พี่น้องเกษตรกรได้ประโยชน์ จนได้มีโอกาสรับตำแหน่งอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำงานช่วยเหลือชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนยางมาตลอดในการแก้ไขปัญหาผลผลิตการเกษตรตกต่ำทำฟาร์มปลูก จำนวน 6 ไร่ รวม 36 โรงเรือน ได้ผลผลิตชุดแรก ประมาณ 7,000 ลูก

“ภายหลังไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ยังมีใจรักในการพัฒนาอาชีพการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงที่ยางพาราเกิดวิกฤติราคาตกต่ำ จึงได้คิดค้นหาวิธีช่วยเหลือเกษตรกร ในการทำเกษตรทางเลือก เป็นที่มาของการปลุกเมล่อนญี่ปุ่น จึงได้ทำลองทำฟาร์มตัวอย่าง ปลูกเมล่อนญี่ปุ่น จนประสบความสำเร็จได้ผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นรุ่นแรก ที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรมาศึกษานำไปเพาะปลูกทดแทนการทำสวนยาง เพราะเป็นผลผลิตการเกษตรที่ถือว่า ตลาดกำลังต้องการ และมีราคาแพง เป็นผลดีต่อเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม” เขากล่าว

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า สำหรับเมล่อนญี่ปุ่น ถือเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ เป็นพืชตระกูลแตง ที่ปลูกด้วยการเพาะเมล็ดพันธุ์ ก่อนนำมาเพาะปลูกในแปลง ที่เป็นโรงเรียนคลุมด้วยพลาสติกใส เนื่องจากเป็นพืชที่ค่อนข้างจะมีปัญหาเรื่องศัตรูพืช ต้องปลูกในโรงเรือน และต้องศึกษาเรียนรู้วิธีการปลูกมาอย่างดี แต่ถือว่าในสภาพอากาศบ้านเรามีความเหมาะสม เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย ทนความร้อน เหมาะแก่ปลูกหน้าแล้ง แต่ไม่ชอบหน้าหนาว ใช้เวลาเพาะปลูกประมาณ 30 วัน จะสามารถผสมเกสร

“จากนั้นประมาณ 15 -20 วัน จะออกผลโต และสามารถเก็บผลผลิตขายได้ ในระยะเวลารวมประมาณ 80-90 วัน ซึ่งได้ทดลองทำฟาร์มปลูก จำนวน 6 ไร่ รวม 36 โรงเรือน ได้ผลผลิตชุดแรก ประมาณ 7,000 ลูก หรือประมาณ 15,000 กิโลกรัม มีราคาขายตามตลาดทั่วไป ประมาณกิโลกรัมละ 150-200 บาท ถือว่ามีราคาสูง แต่จะขายประมาณกิโลกรัมละ 80-100 บาท ให้เกษตรกรได้ซื้อไปรับประทานในราคาถูก หากขยันปลูกพื้นที่มาก คาดว่าจะสามารถทำเงินได้เดือนละหลายแสนบาท” นายศุภชัย  กล่าวตั้งเป้าจะเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรกรทางเลือกปลูกเมล่อน แห่งแรกของภาคอีสาน

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า ถือได้ว่า เหมาะแก่เกษตรกรที่สนใจปลูกขายสร้างรายได้ ซึ่งในการปลูกถ้าเข้าใจศึกษาเรียนรู้ ถือว่าดูแลไม่ยาก และได้ผลผลิตดีเกินคาด และต้องเน้นปลอดสารพิษ ครูแก้ว กล่าวอีกว่า ภายหลังเห็นผลผลิตยอมรับว่าดีใจมาก ที่ได้เปิดฟาร์มทดลองปลูก หลังจากนี้จะทำเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรกรทางเลือกปลูกเมล่อน แห่งแรกของภาคอีสาน เปิดให้เกษตรกร หรือผู้สนใจ มาศึกษาเยี่ยมชมฟรี หรือใครสนใจที่จะศึกษานำพันธุ์ไปเพาะปลูกก็ยินดี เชื่อว่าจะเป็นเกษตรทางเลือกใหม่ ที่จะสามารถทำเงินทดแทนยางพาราได้อย่างแน่นอน

“จึงขอเชิญชวน พี่น้องเกษตรกร ประชาชน นักท่องเที่ยว ที่สนใจมาเที่ยวชมศึกษา โดยในอนาคตพื้นที่ตลาดพูนสุข ในเขตเทศบาลตำบลศรีสงคราม จะพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรกร ครบวงจร และยังเป็นตลาดกลางสินค้าเกษตร ที่สำคัญของ จ.นครพนม สามารถเลือกซื้อ เลือกชม สินค้าเกษตร ปลอดภัยได้อีกด้วย” นายศุภชัย กล่าว.

ที่มา>>>Thairath