Brexit กระทบหุ้นไทยหรือไม่

ย้อนรอยในวันที่ 16 มิถุนายน 2559 (คศ.2016) ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,411.19 -23.70 จุด(1.65%) มีเหตุผลอยู่หลายเรื่องคือ

1. ทราบผลเฟด (Fed) ในวันที่ 15 มิถุนายน 2559  คงดอกเบี้ย
2. ธนาคารกลางญี่ปุ่นคงอัตราดอกเบี้ยและคงนโยบาย (QE) 80 ล้านล้านเยนต่อปี
3. Brexit  ข่าวติดชาร์ทที่สุดในรอบปี เพราะผลโพลส์เสียงสนับสนุนให้อังกฤษออกจาก EU เริ่มสูงขึ้น

อ้าว!! อ่านข่าว แล้วมีคำถามว่า Brexit คืออะไร? เกิดมาได้อย่างไร? แล้วกระทบหุ้นไทยหรือไม่? ลูกหมูขอสรุปเพื่อให้เข้าใจง่ายๆ ดังนี้
1. Brexit คือ Britain + Exit  Britain ออกจากสมาชิก EU

Britain คือ สหราชอาณาจักร ประกอบด้วยอังกฤษ, เวลล์, สก็อตแลนด์ และ ไอซ์แลนด์เหนือ

สหภาพยุโรป (EU) คือ กลุ่มประเทศในยุโรป ก่อตั้ง คศ. 1993 มีสมาชิก 28 ประเทศ (ยกเว้น นอร์เวย์กับสวิตเซอร์แลนด์) มีขนาด GDP ใหญ่พอๆกับอเมริกา มีนโยบายการเปิดเสรีสำหรับประเทศสมาชิกในเรื่อง

– การค้า (ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีระหว่างประเทศสมาชิก)
– การเคลื่อนย้ายแรงงาน, เงินทุน และ การบริการ

2. Brexit เกิดขึ้นอย่างไร

มาจาก Davit Cameron นายกคนปัจจุบันของอังกฤษ ตอนหาเสียงใช้นโยบาย “จะให้ประชาชน Vote ให้อังกฤษออกจาก EU” โดยจะVoteในวันที่ 23 มิถุนายน 2559 ปิดหีบเวลา 11.00 น. (เวลาไทย 24 มิถุนายน 2559 เวลาประมาณตีสี่) ใจจริงส่วนลึกของ Davit Cameron ไม่อยากให้อังกฤษออกจาก EU จึงออกไม้ตายว่า “อาจจะเก็บภาษีประชาชนเพิ่ม ทดแทนรายได้ที่รัฐบาลสูญเสียจากการออกจาก EU”
3. กระทบหุ้นไทยหรือไม่ : อังกฤษเป็นเสาหลัก EU (เยอรมัน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส) ต้องจ่ายเข้า EU ปีละประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ ถ้าออกจาก EU น่าจะมีปัญหา แล้วไทยเราล่ะ จะเจอผลกระทบอะไรบ้าง??

1. การค้าขายระหว่างไทยกับอังกฤษและ EU คิดเป็น 2% และ 12% ของมูลค่าส่งออกตามลำดับ ถือว่าไม่มากนัก
2. ค่าเงินผันผวน : เกิดจากความกลัวว่า Brexit จะเกิดขึ้นจริง นักลงทุนส่วนใหญ่จึงขายเงินปอนด์และเงินยูโรออก มาซื้อเงินดอลล่าร์ฯแทน เพราะคิดว่าปลอดภัยกว่า สรุปได้ดังนี้

: ค่าเงินบาท ไม่ได้รับอิทธิพลเท่าไหร่ ยกเว้นไหลออกจากประเทศ
3. หุ้น : เมื่อความกลัวเกิดขึ้น นักลงทุนขายสินทรัพย์เสี่ยงมาซื้อสินทรัพย์ที่คิดว่าปลอดภัยแทน ตัวอย่างเช่น


4. ทองคำ : เงินไหลเข้าตลาดทองคำ เพื่อ ความปลอดภัยประกอบกับราคาต่ำ
5. อัตราผลตอบแทนพันธบัตร : เงินหาแหล่งปลอดภัยโดยไหลเข้าซื้อพันธบัตรระยะยาว ทำให้ความต้องการสูง ราคาพันธบัตรสูงขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม เป็นที่มาของ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรลดลง

นี่เป็นภาพที่นักลงทุนต้องติดตามเหตุการณ์สำคัญเรื่อง Brexit อย่างใกล้ชิด เพราะเรื่องนี้มีผลต่อหุ้น ไม่มาก ก็น้อยนะคะ

ที่มา>>>Sanook

ไขความสำเร็จน้ำอัดลม ‘เอส’ ฉบับ ‘เสริมสุข’ ใต้ปีกเจ้าสัว

หลังจากไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีจุดเปลี่ยนสำคัญอีกครั้งในตลาดน้ำอัดลมเมืองไทย เมื่อเป๊ปซี่คู่แข่งทางธุรกิจสำคัญของโค้ก 2 แบรนด์น้ำอัดลมรายใหญ่ในไทยและทั่วโลกแยกทางกับเสริมสุข ก่อนที่เสริมสุขจะได้ขายหุ้นให้กับกลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ พร้อมเปิดตัวแบรนด์ “เอส” ลงสู่ตลาดน้ำอัดลม

จากนั้นเรื่อยมา แม้จะมีน้ำอัดลมอีกอย่างน้อย 1-2 แบรนด์ ส่งสินค้าทำตลาดในเมืองไทย แต่ต้องยอมรับว่า คู่แข่งขันจริงๆ มีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นกอบเป็นกำแล้ว มีเพียงเป๊ปซี่ โค้กและเอสเท่านั้น โดยอะไรทำให้เอส ซึ่งนับว่า เป็นน้องใหม่ประสบความสำเร็จในธุรกิจพอตัว วันนี้ “ไทยรัฐออนไลน์” จะพาไปไขคำตอบจาก “นายวิเวก ชาห์บรา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน)

ย้อน 3 ปี แจ้งเกิด “เอส”

บริษัท เสริมสุข จำกัด (มหาชน) เริ่มดำเนินธุรกิจน้ำอัดลมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 โดย สามารถวางรากฐานอุตสาหกรรมน้ำอัดลมในไทยมายาวนานกว่า 60 ปี นอกจากนี้ยังได้ขยายธุรกิจสู่การผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มไม่อัดลมชั้นนำอีกมากมาย อาทิ น้ำดื่มคริสตัล เครื่องดื่มเกลือแร่ ชาพร้อมดื่มโออิชิ และสามารถก้าวเป็นบริษัทเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ครบวงจรรายแรกของประเทศ จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2555 หรือประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ โลจิสติกส์ จำกัด เข้ามาถือหุ้นใหญ่และผนึกรวมเป็น 1 ใน 5 บริษัทในกลุ่มไทยเบฟฯ บริษัท เสริมสุขฯ จึงตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางการดำเนินธุรกิจทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา จึงเป็นจุดเริ่มต้นของแบรนด์เอส“วิเวก ชาห์บรา” ผู้บริหารเสริมสุข

แทรกกลางโค้ก-เป๊ปซี่ แชร์ตลาด 10%

ตลาดทั่วโลก แบรนด์เอสจะมี 2 คู่แข่งสำคัญ คือ โค้กและเป๊ปซี่ ซึ่งเบอร์ 1 ของตลาดทั่วโลกถ้าไม่ใช่โค้กก็ต้องเป๊ปซี่เท่านั้น โดยมีเพียงในตลาดประเทศไทยที่ยังมีความสูสี เพราะฉะนั้น การเข้ามาของเอสจึงเป็นการเข้ามาในตลาดที่ค่อนข้างท้าทายมาก แต่ถ้าพูดถึงสิ่งที่ทำมาตลอด 3 ปี ต้องยอมรับว่าเอสสามารถสร้างส่วนแบ่งทางการตลาดได้ ประมาณ 10% ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเอสค่อนข้างมียอดขายดีมาก ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา โรงงานผลิต 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่มีวันหยุด เพื่อเป็นการรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

ร้อน+แคมเปญกระตุ้นการบริโภค

ไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากประเทศไทยประสบภาวะอากาศร้อนมาก ผู้บริโภคจึงมีความต้องการดื่มมากขึ้น นอกจากนี้ เอสยังมีแคมเปญใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ เอสรสเกรปเบอร์รี่ ซึ่งเป็นน้ำสีที่ทำขึ้นมาใหม่ และขายดีมากในตลาด ต่อมา คือแคมเปญเป็นโปรโมชั่นแจกรถเบนซ์เมื่อปีที่แล้วและยังส่งผลมาถึงปัจจุบัน เพราะผู้บริโภคยังมีความต้องการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ประเด็นต่อมา คือ แคมเปญที่เกิดขึ้นช่วงซัมเมอร์นี้ คือ เอสชวนลุ้นกอดคอณเดชน์ คูกิมิยะ เชียร์บอลนัดชิงแชมป์ที่ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ยังมีการทำโปรโมชั่นให้กับทางร้านค้า มีการกระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อน้ำบรรจุในขวดแก้วแทนขวดพลาสติก เพราะช่วยในเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วยน้ำอัดลม “เอส” คู่ต่อกรเป๊ปซี่-โค้กในไทย

พอใจผลงาน เน้นโฟกัสตลาดน้ำสี

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ เอสพอใจกับความก้าวหน้า แต่ก็ยังมีการพัฒนานวัตกรรมใหม่ เพื่อสร้างความคึกคักให้กับตลาดตลอดเวลา ซึ่งเอส จะโฟกัสที่ตัวผลิตภัณฑ์น้ำสีเป็นหลักที่จะสร้างความแตกต่างได้

5 ปัจจัยมุ่งสู่ความสำเร็จของธุรกิจ

ถ้าพูดถึงกุญแจสำคัญที่ทำให้การดำเนินธุรกิจประสบผลสำเร็จมาจาก 5 ปัจจัยหลักๆ คือ 1. จำนวน 7 กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคกว่า 90% ซึ่งรวมถึง 4 แบรนด์หลัก ได้แก่ เอส น้ำดื่มคริสตัล ชาพร้อมดื่มโออิชิและ 100 พลัส 2. โรงงานผลิต 7 โรงงานและคลังสินค้าอีก 51 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้เอสจัดส่งสินค้าเร็วขึ้น ประหยัดขึ้น และสดใหม่ขึ้น 3. ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มไทยเบฟฯ ช่วยให้เสริมสุขมีผลิตภัณฑ์หลากหลายมากยิ่งขึ้น 4. เครือข่ายในเรื่องการจำหน่ายที่สามารถเข้าถึงทุกพื้นที่ด้วยรถลำเลียงสินค้า 100 คัน และหน่วยรถขายมากกว่า 1,000 คัน และ 5. คณะผู้บริหารที่มีความเป็นมืออาชีพ มีประสิทธิภาพสูง

เผย 3 กลยุทธ์ เดินหน้าลุยเต็มตัว

กลยุทธ์ที่ 1 ขยายตลาด ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดเออีซี พร้อมทั้งการลงทุนขยายสายการผลิตทุกๆ ปี โดยมีแผนเพิ่มสายการผลิต ที่ จ.ขอนแก่น ใน พ.ค.-มิ.ย. นี้ และที่ จ.สุราษฎร์ธานีในปี พ.ศ. 2560 กลยุทธ์ที่ 2 พัฒนาทีมขายและกระบวนการทำงาน เน้นการขยายโปรแกรมพรีเซลในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่ ตลอดจนการอบรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทีมขาย บริหารสต๊อกสินค้า นอกจากนี้ ยังมีการอำนวยความสะดวกลูกค้าด้วยการใช้ระบบอีแบงกิ้งในการชำระเงิน ซึ่งกำลังศึกษาพัฒนาระบบ และกลยุทธ์ที่ 3 บริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพ ทั้งการประหยัดใช้วัตถุดิบในการผลิตบรรจุภัณฑ์ ลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่งสินค้า และการบริหารคลังสินค้าให้มีกำไรนอกจาก “เอส” เสริมสุขยังมีสินค้าเครื่องดื่มอื่นๆ เพียบ

ชี้ภาษีน้ำอัดลมแก้ปัญหาทางเดียว

ในส่วนของภาษีเรื่องนี้นั้น ณ ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการนำเสนอ ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไรคงต้องใช้เวลาติดตามกันอีกพอสมควร เพราะฉะนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามติสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร

ทั้งนี้ เสริมสุข ได้ทำงานร่วมกับสมาคมส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด เพื่อหาแนวทางเสนอแนะต่อไป ซึ่งตนขอให้ความเห็นว่า เรื่องภาษีเป็นเพียงการแก้ปัญหาทางเดียว แต่อีกทางที่มีความยิ่งใหญ่กว่า คือ เรื่องของการให้ความรู้กับประชาชนเกี่ยวกับการบริโภคที่เหมาะสมทั้งอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งน้ำตาลเป็นเพียงปัจจัยเดียว เพราะยังมีปัจจัยอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วย และในฐานะที่เป็นบริษัท เราก็มีบทบาทหน้าที่ในการให้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ตามความต้องการที่ต่างกันของผู้บริโภค

จ่อขยายพอร์ต-เน้นสินค้าสุขภาพ

เอสจะยังคงสร้างการเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ ประกอบกับมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น นม นมถั่วเหลืองและน้ำผลไม้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมานั้น เสริมสุขมียอดขายเพิ่มขึ้น 15% โดยเอสยังคงครองส่วนแบ่งที่ 10% น้ำดื่มคริสตัลมีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้น 17.3% และโออิชิมีส่วนแบ่งการตลาด 43% โดยเสริมสุขมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม 87 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 226%ความสำเร็จของ “เอส” และ “เสริมสุข” ในวันนี้

ที่มา>>>Thairath