Facebook เพิ่มฟีเจอร์ส่งข้อความแจ้งเตือนว่าขับรถอยู่ เมื่อเชื่อมต่อกับ Android Auto

Facebook เพิ่มฟีเจอร์ส่งข้อความแจ้งเตือนว่าขับรถอยู่ เมื่อเชื่อมต่อกับ Android Autoแม้ว่าคนใช้รถในเมืองไทย อาจจะไม่รู้จักรุ่นเรื่องของเทคโนโลยี Android Auto ว่าใช้งานอย่างไร แต่สำหรับต่างประเทศนั้นคือการเชื่อมต่อ Android กับวิทยุทำให้ทำงานกับ Android เพื่อบอกข้อมูลการนำทางและการแสดงผลให้สะดวกในการใช้งานในรถมากขึ้น และปลอดภัย ซึ่ง Facebook เห็นฟีเจอร์นี้สะดวกจึงเพิ่มอีกฟีเจอร์นั่นคือ

การให้ผู้ใช้งานสามารถส่งข้อความออกโดยการพูด แต่ถ้าไม่สะดวก สามารถส่งข้อความ “I’m driving right now” หรือ ฉันกำลังขับรถอยู่ แค่กดปุ่มเดียวที่ข้อความซึ่ง Facebook เพิ่งเข้าร่วมใน Android Auto ตามหลังอื่น ๆ เช่น Spotify, WhatsApp, Hangouts, Skype และ Google Maps ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้อละสายตาจากพื้นถนน


“สำหรับชาวเพชรบูรณ์ ” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ เพชรบูรณ์ ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO เพชรบูรณ์ ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

เล่นเฟสบุ๊คอย่างไรไม่ให้เปลืองแบต

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ Facebookผู้ใช้งานหลาย ๆ ท่านคงทราบกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วว่า แอปพลิเคชัน Facebook นั้น คือปัจจัยหลักที่ทำให้แบตเตอรี่บนสมาร์ทโฟนหมดไวมากที่สุด เนื่องจากตัวแอปพลิเคชันมีการประมวลผลแบบเบื้องหลังตลอดเวลา แม้ว่าจะไม่ได้เปิดมาใช้งานก็ตาม แต่จะให้เลิกใช้งาน Facebook ไปเลย ก็คงเป็นเรื่องที่ยากสักหน่อยซึ่งในวันนี้ ทีมงาน techmoblog จะมาแนะนำ 5 วิธีการเล่น Facebook แบบประหยัดแบตเตอรี่ ด้วยการตั้งค่าการใช้งานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น มาดูกันดีกว่าว่า มีวิธีใดบ้าง

1. ปิดฟีเจอร์เล่นคลิปวีดีโอแบบอัตโนมัติ

สำหรับฟีเจอร์การเล่นคลิปวีดีโอแบบอัตโนมัติบน Facebook แม้ว่าจะสามารถปิดการใช้งานไม่ให้เล่นผ่านเครือข่าย 4G หรือ 3G ได้ แต่การเล่นคลิปวีดีโอแบบอัตโนมัติผ่าน Wi-Fi บ่อย ๆ ก็ส่งผลทำให้เปลืองแบตเตอรี่เช่นกัน แต่เราสามารถปิดฟีเจอร์ดังกล่าวได้ ด้วยการเปิดแอปฯ Facebook > Settings > Account Settings > Videos and Photos ตรง Autoplay ให้เลือก Never Autoplay Videos

2. ปิด Background App Refresh และ Location Services

ถึงแม้ว่า การเปิด Background App Refresh หรือการทำงานแบบเบื้องหลัง จะทำให้ Facebook อัปเดตข้อมูลใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา แต่ฟีเจอร์นี้ ใช้งานแบตเตอรี่มากพอสมควรเนื่องจากมีการประมวลผลตลอดเวลานั่นเอง รวมไปถึงการเปิด Location Services อีกด้วย โดยผู้ใช้สามารถปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวได้ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Facebook > Settings และปิดใช้งาน Background App Refresh และ Location Services

3. ปิดการแจ้งเตือนต่าง ๆ

จริงอยู่ที่คุณสมบัติด้านการแจ้งเตือนของ Facebook จะมีประโยชน์ต่อผู้ใช้อย่างมาก แต่ถ้าหากมีการแจ้งเตือนเกิดขึ้นบ่อย ๆ หรือมากจนเกินไป จะทำให้หน้าจอติดอยู่ตลอดเวลา และเป็นการสิ้นเปลืองแบตเตอรี่ทางอ้อม ถ้าหากไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้าใช้งาน Facebook บ่อย ๆ ให้ปิดการแจ้งเตือนจะดีกว่า ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Notification > Allow Notification เลือก OFFหรือถ้าหากจำเป็นต้องให้มีการแจ้งเตือนจริง ตรงส่วนของ Show on Lock screen ให้เลือกเป็น OFF แทน

4. ลบแอปฯ Facebook แล้วติดตั้งใหม่ เพื่อทำการเคลียร์ Cache

นอกจากแอปฯ Facebook จะสิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่แล้ว ยังใช้พื้นที่บนสมาร์ทโฟนค่อนข้างสูง ซึ่งการลบแอปฯ Facebook และทำการติดตั้งใหม่ นอกจากจะช่วยลดพื้นที่แล้ว ยังทำให้ประหยัดแบตเตอรี่มากกว่าเดิมอีกด้วย โดยจากรูปจะเห็นว่า ตัวแอปฯ จริง ๆ กินพื้นที่เพียง 127.7 MB แต่ข้อมูลต่าง ๆ ของ Facebook ทำให้แอปฯ กินพื้นที่ถึง 476.5 MB

5. ใช้งาน Facebook บนเบราว์เซอร์แทน

การใช้งาน Facebook บนเบราว์เซอร์ ถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ ยังสามารถสร้าง Shortcut บนหน้า Home Screen เพื่อให้เข้าใช้งานได้ไวขึ้น ไม่ต้องพิมพ์ URL ทุกครั้งที่ใช้งานบนเบราว์เซอร์ ด้วยการคลิกที่ Add to Home Screen


“สำหรับชาวลำปาง” สนใจอยากสร้างเว็บไซต์เพื่อเพิ่มช่องทางของกับธุรกิจ ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้ามากขึ้น มีความทันสมัย เข้ากับธุรกิจและผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ บริษัท Wynnsoft Solution รับทำเว็บไซต์ ลำปาง ออกแบบเว็บไซต์ ด้วยทีมงานมืออาชีพรับออกแบบจัดทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ E-commerce รองรับมือถือและแท็บเล็ต(Responsive) รับทำ SEO ลำปาง ด้วยทีมงานมืออาชีพ‎

facebook Live ทำดีให้โดน

ตอนนี้กระแส facebook Live มาแรงมาก หลังจากเปิดให้สมาชิกแบบเพจเริ่มใช้บริการนี้ได้ ต่อด้วยบุคคลทั่วไปที่เริ่ม Live ได้ และล่าสุดเมื่อกลางเดือนเมษายนที่ผ่านมา facebook ก็ได้เปิด Live API เพื่อเชื่อมต่อกล้องและระบบถ่ายทำจากภายนอกให้เข้าไปแพร่ภาพผ่านระบบ facebook live ได้แล้ว ก็ยิ่งทำให้ทุกคนมองระบบนี้แบบตาเป็นมัน


ทำไมทุกคนต้องมอง facebook live

เคยมีคนกล่าวไว้ว่า จะทำสื่อให้สำเร็จก็ต้องทำในที่ที่มีคน ที่แบรนด์สินค้าเสียเงินมากมายให้กับสื่อ ก็เพราะว่าสื่อนั้นมีคนติดตาม มีคนดู ที่ผ่านมามี Youtube live ที่ทำถ่ายทอดสดได้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ใช้ง่ายสำหรับคนทั่วไป เพราะต้องใช้อุปกรณ์ถ่ายทอดสดโดยเฉพาะ และยังต้องอาศัยเครือข่ายอื่นๆ เพื่อกระจายข่าวให้คนเข้าไปชม

นอกจากนี้ก็มีแอพถ่ายทอดสดอย่าง Meerkat หรือ Periscope และที่กำลังดังในหมู่วัยรุ่นอยู่ตอนนี้คือ Bigo ก็เป็นกลุ่มเฉพาะออกไป ซึ่งการทำแอพแยก หรือใช้แพลตฟอร์มใหม่ๆ อาจจะดูดี มีลักษณะเฉพาะที่ต้องการ แต่ถ้าพูดถึงความเป็นที่นิยม การเข้าถึงผู้ใช้ได้ครอบคลุมทั้งหมด ก็ไม่มีแพลตฟอร์มไหนที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า facebook แล้ว ด้วยตัวเลขล่าสุดมีผู้ใช้ 1,654 ล้านคนต่อเดือน


นอกจากจำนวนผู้ใช้ที่จำนวนมากและหลากหลายของ facebook แล้ว ยังมีเครื่องมือสนับสนุน (และเสียเงิน) อีกมากมาย ทั้งการโปรโมตโพสต์ บูสท์โพสต์ รวมถึงผู้ชมที่ชอบการถ่ายทอดสดของเราก็สามารถแชร์ Live สดๆ นั้นไปยังไทม์ไลน์ของตัวเองให้เพื่อนเห็นได้อีก แถมเฟซบุ๊กยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อมีการถ่ายทอดสด พร้อมเขียนคอมเมนต์กันสดๆ ด้วย

สรุปคือ ผู้ใช้จำนวนมาก + เทคโนโลยีที่เปิดกว้าง + ระบบสนับสนุนให้เกิดการกระจายของเนื้อหา ทำให้นาทีนี้การ Live บน facebook น่าจะได้ผลมากที่สุดแล้ว

ผลกระทบของ facebook live ที่มีต่อสื่อเดิม

หลายคนบอกว่าการมาของ ‎facebook‬ live ทำให้อำนาจของสื่อเดิมอย่างทีวีลดลงไปอีก คนข่าวเดิมจะยิ่งหมดอำนาจ ซึ่งต้องยอมรับว่าจริง เมื่อมี facebook live แล้ว ทุกคนที่มีมือถือและอินเทอร์เน็ตก็สามารถถ่ายทอดสด เล่าเรื่องราวจากสถานที่จริงที่อยู่ใกล้ตัวได้เร็วกว่านักข่าว ถึงแม้เครืองไม้เครื่องมืออาจจะไม่เท่านักข่าวตัวจริง แต่การที่เป็นคนในพื้นที่ และมีความอยากจะสื่อสาร ก็ทำให้สร้างเสน่ห์ที่แตกต่างจากคนข่าวเดิมไม่ยาก แต่แนวโน้มการสร้างสื่อ Live ผ่านอินเทอร์เน็ตก็สร้างโอกาสใหม่ให้คนกลุ่มหนึ่งขึ้นมาด้วย

กลุ่มแรกคือคนโปรดักชั่น

ในเมื่อตอนนี้ใครๆ ก็ LIVE ได้ ใช้มือถือธรรมดาก็ถ่ายทอดสดได้ คนดูอยากดูอะไรก็เลือกได้ คำถามต่อมาคือแล้วใครจะอยากดู live ของเรา ถ้าไม่ใช่ไปอยู่ในเหตุการณ์สำคัญที่หาดูที่ไหนไม่ได้ หรือโชว์เซ็กซี่
Live ที่น่าดูถึงจะเปลี่ยนมายิงผ่าน facebook แต่มันก็เป็นศาสตร์ที่คนทำทีวีฝึกฝนกันมานาน ต้องใช้ทีมงานไม่น้อย (เช่นต้องการถ่ายทอดสดแบบมี 2 มุมภาพ ก็ต้องใช้ตากล้อง 2 คน คนเลือกภาพอีก 1 คน ยังไม่รวมคนมิกซ์เสียง โปรดิวเซอร์ พิธีกร)

นอกจากนี้ยังต้องมีการวางแผนการผลิต มีการวางโครงเนื้อหา ไม่ใช่จะนั่งพูดกันไปอย่างเดียว และยังต้องใช้อุปกรณ์ที่ดีอยู่ดี ซึ่งปัจจุบันคนที่ทำงานโปรดักชั่นไม่น้อยก็มีการปรับตัว เริ่มใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ในการถ่ายทอดสดแล้ว

กลุ่มต่อมาคือบรรณาธิการ‬‬‬‬

ด้วยระบบของ facebook ทำให้ยุคนี้เรารู้ข่าวที่เราสนใจ เรารู้ข่าวที่เพื่อนเราสนใจ แต่เราไม่ค่อยรู้ข่าวนอกเหนือจากนี้เลย ซึ่งต่างจากยุคที่ผู้คนเปิดทีวีเป็นเพื่อน ได้ฟังทั้งเรื่องที่สนใจและไม่สนใจไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นความรู้รอบตัว ไม่ใช่รู้เฉพาะสิ่งที่เราสนใจอย่างเดียว

เราจึงเห็นว่าถ้าเพจหรือใครที่สามารถสรุปข่าว คัดข่าวที่น่าสนใจมาแชร์ต่อได้ดี ให้ความเห็นที่น่าฟัง จึงได้รับความสนใจจากผู้ใช้เฟซบุ๊กที่อยากรู้ความเป็นไปของโลก ซึ่งจริงๆ แล้วหน้าที่นี้ก็คือหน้าที่ของบรรณาธิการข่าวนั้นเอง แต่ด้วยเทคโนโลยีทำให้ทุกคนที่มีความสามารถก็เป็นบรรณาธิการข่าวได้ และคนกลุ่มนี้เองที่สามารถคัดการถ่ายทอดสดที่น่าสนใจเพื่อเผยแพร่ต่อได้
เทคโนโลยีตอนนี้พร้อมจะเข้ามา Disrupt สิ่งดั้งเดิมที่เคยมีมาเสมอ ถ้าอยากรอดในกระแสก็ต้องปรับตัวให้ทัน

ทิปสำหรับการทำ facebook live ให้ประสบผล

1. กำหนดเวลาที่จะถ่ายทอดสด แล้วประชาสัมพันธ์ให้ผู้ชมรู้ก่อน
2. ต้องมั่นใจว่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตดี
3. เขียนข้อความอธิบายให้ชัดเจนว่าจะถ่ายทอดสดเรื่องอะไร
4. ขอร้องให้ผู้ชมกดติดตามการ live
5. ทักทายคนที่เข้ามาคอมเมนต์ อ่านข้อความ อ่านชื่อบ้าง สร้างอารมณ์ร่วม
6. ถ่ายทอดสดอย่างน้อย 10 นาที เพื่อให้ยาวพอที่จะเรียกคนดูได้
เทคนิคการทำ facebook live ด้วยอุปกรณ์ภายนอก

จบเรื่องราวการตลาดและสื่อสารมวลชนแล้ว มาต่อกันที่เรื่องราวของห้องโสตทัศนูปกรณ์สั้นๆ ว่าเราจะทำ facebook live โดยใช้กล้องดีๆ ที่ไม่ใช่เอาสมาร์ทโฟนมาถ่ายได้อย่างไร

ส่วนประกอบที่ต้องใช้สำหรับการทำ Live ระดับเทียบเท่าออกอากาศมีดังนี้

1. คอมพิวเตอร์ จะเป็น PC หรือ Mac ก็ได้ แต่ควรจะไม่เก่ากว่า 2 ปี และใช้หน่วยประมวลผล Intel Sandy Bridge ขึ้นไป เพราะงานถ่ายทอดสดใช้พลังประมวลผลมาก
2. ซอฟต์แวร์ถ่ายทอดสด Wirecast ที่มีให้ใช้ทั้ง Windows และ Mac (ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ $495)
3. กล้องที่สามารถส่งสัญญาณภาพสดออกมาได้ เช่นกล้อง Mirrorless ที่มีพอร์ต HDMI ซึ่งสามารถทดสอบได้โดยการหาสายภาพต่อออกทีวี ถ้าสามารถส่งภาพสดจากกล้องขึ้นจอทีวีได้ และสามารถปิดตัวหนังสือรายละเอียดการถ่ายภาพไม่ให้ไปขึ้นบนจอทีวีได้ ก็สามารถใช้ถ่ายทอดสดได้
4. ชุดไมโครโฟนสำหรับติดกล้อง ถ้าต้องการให้เสียงพูดคมชัด
5. กล่องรับสัญญาณจากกล้องเข้าคอม ถ้ามี 2 กล้องก็ต้องใช้ 2 กล่อง ซึ่งแนะนำ Blackmagic Intensity Shuttle (USB3) สำหรับ Windows และ Blackmagic UltraStudio Mini Recorder (Thunderbolt) สำหรับแมค

ถ้าไม่มีอุปกรณ์อะไรอยู่เลย ก็ต้องใช้เงินเกือบแสนบาทสำหรับอุปกรณ์ชุดนี้ และยังไม่รวมราคาค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับการถ่ายทอดสด แต่ก็สามารถราคาลงมาได้ ถ้าใช้กล้องน้อยลง หรือใช้กล้อง Webcam แทนไปเลย หรือรอดูโปรแกรมอื่นๆ ที่ถ่ายทอดสดได้แต่ราคาถูกกว่า Wirecast

ระบบนี้มีซอฟต์แวร์ Wirecast เป็นศูนย์กลาง ซึ่งความสามารถหลักของ Wirecast คือ

• เลือกภาพที่จะถ่ายทอดสดจากกล้องต่างๆ ได้
• เลือกวิดีโอหรือภาพในคอมพิวเตอร์ไปออกอากาศสดได้ (หมายความว่าใส่คลิปโฆษณาได้)
• ขึ้นข้อความหรือโลโก้ได้
• ถ่ายทอดสดได้ทั้ง facebook live และ youtube live
• สามารถใช้แอพ Wirecast Cam บน iPhone เพื่อถ่ายทอดภาพแบบไร้สายมาออกอากาศสดได้
ใครที่สนใจก็ลองดาวน์โหลดเวอร์ชั่นทดลองใช้มาทดสอบกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับขยายต่อไปในอนาคตได้

ที่มา>>>Sanook

Facebook กลับมาบังคับให้โหลดแอปส์ Messenger เมื่อสนทนาผ่านเว็บบนมือถือ

ชื่อว่าทุกวันนี้บางคนไม่ได้ใช้งานแอปส์ของ Facebook ด้วยเหตุผลว่าแอปส์ของ Facebook เองกินความจำภายในเครื่องเยอะ และรวมไปถึงบางสิ่งที่ทำให้หน้าหงุดหงิด ทำให้คนหักไปใช้งานบนเว็บมากขึ้น และปกติการกดสนทนาของ เว็บ Facebook สามารถกดแล้วสนทนาได้ทันทีเหมือนเวอร์ชั่น Desktop แต่ล่าสุดนี้ มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

เมื่อส่วน Chat บนเว็บ Facebook กลายเป็นที่โหลด Apps Messenger แทน พร้อมกับโปรยข้อความว่า “Your conversation are moving to Messenger.” เหมือนที่เคยทำกับคนที่ติดตั้ง Apps Facebook แต่ไม่โหลด Messenger มาติดตั้งด้วย

และยังดีว่ามีปุ่ม X เพื่อปิดหน้าจอและดูข้อมูลเก่า ๆ ได้ แต่ถ้ากดสนทนาเมื่อไหร่ จะแสดงผลผลแบบเดิมอีก

เรียกว่าบังคับกันไปเรื่อย ๆ เพื่อบีบให้ผู้ใช้งานหันไปใช้โปรแกรม Messenger อยู่ดี สุดท้ายแล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคนว่าจะจัดการอย่างไร แต่แบบนี้ Facebook ก็เข้าข่ายบีบบังคับเกินไปหน่อยนะ

ที่มา : Android Police